มิติหุ้น – นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ไทยยังคงเดินหน้าเจรจาการค้ากับสหรัฐอเมริกาอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาเสถียรภาพความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุน ลดความเสี่ยงจากความผันผวนของมาตรการทางการค้า และดูแลผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ประกอบการไทย โดยกระทรวงพาณิชย์ได้ติดตามนโยบายการค้าของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด ภายหลังศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยที่ส่งผลต่อแนวทางการดำเนินมาตรการภาษีของรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งยังมีหลายประเด็นที่ต้องรอความชัดเจนทั้งในเชิงกฎหมายและแนวปฏิบัติ
ทั้งนี้ คำวินิจฉัยดังกล่าวมีขึ้นภายหลังจากที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ใช้อำนาจตามกฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ในการจัดเก็บภาษีศุลกากรต่างตอบแทนกับประเทศคู่ค้า โดยเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ตามเวลาสหรัฐฯ ศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีมติ 6 ต่อ 3 ยืนตามคำตัดสินของศาลชั้นต้นว่า การใช้อำนาจภายใต้ IEEPA เพื่อกำหนดภาษีดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจาก IEEPA มิได้ให้อำนาจฝ่ายบริหารในการเรียกเก็บภาษี ซึ่งเป็นอำนาจของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ
นางศุภจี ระบุว่า สาระสำคัญของคำวินิจฉัยสะท้อนหลักการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ โดยศาลชี้ชัดว่าการกำหนดภาษีศุลกากรต้องได้รับมอบหมายอำนาจอย่างชัดเจนจากฝ่ายนิติบัญญัติ ส่วนประเด็นการขอคืนภาษี ผู้นำเข้าที่เป็นคู่ความในคดีสามารถยื่นคำร้องได้ แต่เนื่องจากเกี่ยวข้องกับวงเงินภาษีจำนวนมากและหลายฝ่าย กระบวนการจึงมีความซับซ้อนและยังต้องรอแนวทางที่ชัดเจนจากรัฐบาลสหรัฐฯ
ขณะเดียวกัน ไทยยังจำเป็นต้องติดตามท่าทีของรัฐบาลสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด หลังมีการลงนามคำสั่งเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าทั่วโลกเพิ่มเติมในอัตรา 10% เป็นระยะเวลา 150 วัน ภายใต้มาตรา 122 ของ Trade Act 1974 เพื่อแก้ไขปัญหาดุลการชำระเงิน โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งอัตราภาษีดังกล่าวต่ำกว่ามาตรการภาษีต่างตอบแทนเดิมที่เคยกำหนดไว้สำหรับไทยที่ 19%
นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังอาจใช้มาตรการทางการค้าอื่นเพิ่มเติม เช่น มาตรา 232 ภายใต้ Trade Expansion Act 1962 หรือมาตรา 301 และมาตรา 338 ภายใต้กฎหมายการค้าของสหรัฐฯ ในกรณีที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติหรือการค้าที่ถูกมองว่าไม่เป็นธรรม ซึ่งอาจส่งผลต่อสินค้าหลายกลุ่มในอนาคต
ทั้งนี้ ภายใต้การบังคับใช้มาตรา 122 ผู้ส่งออกไทยจะต้องเสียภาษีในอัตราภาษีปกติ (MFN) ของสินค้านั้น บวกกับภาษีเพิ่มเติม 10% รวมถึงค่าธรรมเนียมหรือภาษีตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุน (AD/CVD) หากมี โดยมาตรการจะมีผลเป็นระยะเวลา 150 วัน หรือจนถึงวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 หรือจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงโดยรัฐสภาสหรัฐฯ
นางศุภจี ย้ำว่า กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทยอย่างรอบด้าน พร้อมเดินหน้าดำเนินการเชิงรุกทั้งการเจรจาการค้า การประเมินความเสี่ยง และการให้ข้อมูลแก่ภาคธุรกิจ เพื่อช่วยให้ภาคการส่งออกและการลงทุนของไทยสามารถปรับตัวได้ท่ามกลางบริบทการค้าระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป
ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง
Web : https://www.mitihoon.com/
Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon




























