
มิติหุ้น – นักวิชาการธรรมศาสตร์ ชี้ แม้ตัวเลขส่งออกไทยจะขยายตัวต่อเนื่อง โดยเดือน ม.ค. 69 สูงสุดในประวัติศาสตร์ แต่ SMEs ไทยยังได้รับประโยชน์ไม่มากนัก ชงรัฐบาลเดินหน้า 2 เรื่องสำคัญ สร้างคนหนุนผู้ประกอบการ – เชื่อมผู้ประกอบการไทยนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาใหม่ ขณะที่มาตรการการค้าสหรัฐฯ เชื่อยังไม่ส่งผลในเร็ววัน แนะรัฐเจรจาแบบ “ค่อยเป็นค่อยไป” ลากยาวได้ถึง “เลือกตั้งกลางเทอม” ช่วยให้เห็นทิศทางนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ชัดเจนขึ้น
รศ. ดร.จุฑาทิพย์ จงวนิชย์ อาจารย์ประจำศูนย์วิจัยความสามารถในการแข่งขันและการพัฒนา (ICDS) คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า การขยายตัวของภาคการส่งออกที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และในเดือน ม.ค. 2569 ที่ขยายตัวถึง 24.4% มูลค่ากว่า 9.8 แสนล้านบาท สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจไทยในสถานการณ์ที่เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจอื่นๆ ทำงานได้ไม่เต็มที่ ซึ่งหากมองลึกลงไปในภาคการส่งออกที่ขยายตัวต่อเนื่องจะพบว่า อุตสาหกรรมอาหาร อาทิ ไก่ กุ้ง อาหารแปรรูป และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ นอกจากจะสร้างมูลค่าจากการส่งออกสินค้าแล้ว สิ่งสำคัญคือมีการใช้วัตถุดิบภายในประเทศเฉลี่ย 20 – 50% และช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศโดยเฉพาะแรงงานเฉลี่ย 20 – 35% ขึ้นอยู่กับประเภทของอุตสาหกรรม
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันไทยกำลังอยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านการลงทุน นักลงทุนที่สนใจจะเข้ามาลงทุนมีความหลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะจากจีนและไต้หวัน ทว่าจุดเชื่อมที่จะให้ผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาดกลาง (SMEs) เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานกับประเทศเหล่านี้ยังไม่ค่อยมีความชัดเจนนัก ขณะเดียวกันผู้ประกอบการขนาดเล็กและกลางของไทยไม่ได้ส่งออกสินค้าโดยตรง นั่นทำให้ผู้ประกอบการสองกลุ่มนี้ได้รับประโยชน์จากการขยายตัวของการส่งออกไม่มากเท่าใด
ทั้งนี้ ต้องควรทำให้การเชื่อมโยงระหว่างผู้ประกอบการกับนักลงทุนมีความแข็งแรงขึ้น เพื่อให้ผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาดกลางของไทยได้รับประโยชน์มากขึ้นตามไปด้วย โดยสิ่งที่รัฐบาลควรดำเนินการ คือ 1. รัฐบาลใหม่ต้องมีแผนด้านการศึกษาในระดับพื้นฐานที่ชัดเจนในการสร้างกำลังคนเพื่อตอบโจทย์กับภาคอุตสาหกรรมในอนาคต รวมถึงสนับสนุนให้มีการพัฒนาทักษะ โดยอาจเชื่อมมหาวิทยาลัยกับภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ให้คนสามารถไปพัฒนาทักษะความเชี่ยวชาญ
- รัฐบาลควรมีนโยบายทั้งในทางภาษี และไม่ใช่ภาษี ในการสร้างแรงจูงใจให้กับบริษัทข้ามชาติที่เข้ามาลงทุนในไทยมีการใช้แรงงานในไทย หรือใช้ผู้ที่จะจัดหาวัตถุดิบ ส่วนประกอบ สินค้า หรือบริการที่จำเป็นต่อการดำเนินงานของธุรกิจ (Supplier) ของไทยเพิ่มมากขึ้น เพื่อผลักดันประสิทธิภาพการผลิตไปด้วยกัน เช่น การลดหย่อนภาษีนิติบุคคล หรือภาษีอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อสร้างแรงจูงใจ การปรับเงื่อนไขวีซ่า (Visa) เพื่อให้บริษัทข้ามชาติสามารถนำบุคลากรของบริษัทเข้ามาทำงานกับคนไทยได้มากขึ้น เพื่อที่จะทำให้เกิดการพัฒนาแรงงานไทยควบคู่ไปด้วย หรือจะเป็นการพยายามจับคู่ผู้ประกอบการต่างชาติรายใหม่ๆ กับ Supplier ไทย
นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวต่อถึงแนวโน้มมาตรการทางการค้าของสหรัฐอเมริกา โดยระบุว่า มีความเป็นไปได้ว่าสหรัฐฯ จะใช้ทั้งมาตรการทางภาษีและไม่ใช่ภาษีต่อประเทศคู่ค้าต่อไป ส่วนตัวมองว่าทรัมป์มีแนวโน้มจะใช้มาตรการทางภาษีจากกฎหมายการค้าของสหรัฐฯ มาตรา 232 คือด้านความมั่นคงแห่งชาติสำหรับรายสินค้าและครอบคลุมได้ทุกประเทศ และมาตรา 301 สำหรับตอบโต้ทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมและสามารถใช้รายประเทศได้ ซึ่งทั้งสองมาตรานี้ไม่ได้มีการกำหนดกรอบเปอร์เซ็นต์เอาไว้และกรอบเวลาที่ใช้ได้ค่อนข้างยาวไม่เหมือนมาตรา 122 ที่มีระยะเวลา 150 วัน ดังนั้นหากเกิดขึ้นจริง ประเทศไทยจะได้รับผลกระทบรุนแรง
อย่างไรก็ดี การใช้มาตรการดังกล่าวจะไม่เกิดได้อย่างรวดเร็วเหมือนการบังคับใช้ภายใต้กฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ที่ศาลสูงสหรัฐเพิ่งสั่งระงับไป เนื่องจากกำหนดให้ต้องมีการสอบสวนและรับฟังความเห็นจากสาธารณะก่อน โดยมาตรา 232 กรอบเวลาอยู่ที่ 270 วัน ส่วนมาตรา 301 อาจยาวไปถึง 1 ปี ส่วนมาตราอื่นๆ โดยเฉพาะมาตรา 338 ซึ่งเป็นการใช้เพื่อเก็บภาษีกับประเทศที่มีการเลือกปฏิบัติกับสหรัฐฯ นั้น แม้จะไม่ต้องมีการไต่สวนและให้อำนาจเต็มกับประธานาธิบดีในการเรียกเก็บภาษีได้ถึง 50% แต่ถ้าดูจากกรณี IEEPA แล้วมีโอกาสที่จะผิดกฎหมายได้ง่าย
ขณะที่มาตรการที่ไม่ใช่ทางภาษี มีความเป็นไปได้หลายส่วน เช่น การใช้ใบอนุญาตการนำเข้า (Import license) การใช้มาตรการทางสุขอนามัยและเทคนิคการค้าในการสุ่มตรวจสินค้าเพิ่มขึ้นจนเพิ่มต้นทุนของผู้ส่งออกตามไปด้วย ฯลฯ แต่คิดว่าทรัมป์อาจจะใช้มาตรการเหล่านี้กับไทยน้อย เพราะตำแหน่งการผลิตของไทยกับสหรัฐฯ โดยเฉพาะสินค้าอุตสาหกรรมแตกต่างกัน ไม่เหมือนสหรัฐฯ กับญี่ปุ่น หรือเกาหลีใต้ ไต้หวัน และยุโรป ฉะนั้นสินค้าที่ไทยส่งไปจึงเป็นสินค้าที่สหรัฐฯ ยังต้องการ และผลิตเองไม่ได้ ทว่า ถ้าไทยจะโดนน่าจะเป็นในส่วนของสินค้าเกษตร เพราะสินค้าเกษตรบางชนิดของไทยสามารถทดแทนของสหรัฐฯ ได้
สำหรับการรับมือกับมาตรการจากสหรัฐฯ รัฐบาลควรใช้วิธีต่อรองแบบค่อยเป็นค่อยไป และค่อยๆ ทบทวนเงื่อนไขต่างๆ ให้ชัดเจน เพราะมาตรการที่ทรัมป์น่าจะนำมาใช้มีระยะเวลาที่ค่อนข้างนานกว่าผลจะเกิด ซึ่งอาจลากยาวไปถึงช่วงเลือกตั้งกลางเทอม (United States midterm election) และจะทำให้ไทยได้เห็นทิศทางของการดำเนินนโยบายการค้าของสหรัฐฯ โดยเฉพาะต่อประเทศพันธมิตรได้ชัดเจนขึ้น รวมถึงนอกจากการเจรจาแล้ว ก็ควรเดินหน้ากระจายตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในสินค้าเกษตร หรือยาง ตลอดจนการทำข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) ที่สำคัญกระทรวงพาณิชย์ต้องร่วมมือกับกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ และกระทรวงอุตสาหกรรม ยกระดับสินค้าให้มีคุณภาพสามารถแข่งขันกับประเทศอื่นได้ พร้อมกับนำเทคโนโลยีมาใช้ และสนับสนุนให้ผู้ประกอบการใช้ประโยชน์จากกลไกต่างๆ ได้มากขึ้น
ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง
Web : https://www.mitihoon.com/
Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon




























