วันจันทร์ 2 มีนาคม 2026
หน้าแรก บทวิเคราะห์

Pi Daily : สถานการณ์ในตะวันออกกลางกดดันบรรยากาศการลงทุน แต่เชื่อว่าไม่ใช้ระยะเวลานานเพราะน้ำมันที่ปรับขึ้นท้ายที่สุดแล้วกระทบสหรัฐฯรวมถึงการเลือกตั้งกลางเทอมของ Trump

19

มิติหุ้น – ระยะสั้น Trading พลังงานต้นน้ำอย่าง PTTEP แต่หลีกเลี่ยงกลุ่มโรงไฟฟ้าและสายการบิน พร้อมมองการปรับฐานเป็นโอกาสโดยเฉพาะกลุ่มที่ปันผลสูงอย่างธนาคารพาณิชย์

ตลาดหุ้น Dow Jones คืนวันศุกร์ปิดลบ 521 จุด (-1%) หุ้นกลุ่มการเงินและ Technology ถูกเทขายท่ามกลางความกังวลในหลายประเด็น ด้านราคาน้ำมันดิบ BRT บวก 2.5% นักลงทุนกังวลกับสถานการณ์ระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ ส่วนเช้านี้ปรับขึ้นบวกแข็งแกร่ง 8.7%

คืนวันศุกร์ที่ผ่านมาสหรัฐฯประกาศดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) พบว่าขยายตัว 2.9%YoY มากกว่านักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 2.6%YoY ทำให้ระยะสั้นนักลงทุนกลับมากังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อของสหรัฐฯว่าต้นทุนผู้ผลิตที่สูงขึ้นจะส่งผ่านไปยังผู้บริโภคหรือไม่แต่ทั้งนี้การปรับลงของหุ้นสหรัฐฯอาจไม่ใช่จากความกังวลเงินเฟ้อ แต่อาจมาจากความกังวลสงครามสะท้อนผ่านเห็นเม็ดเงินไหลเข้าไปยังสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างตราสารหนี้ภาครัฐและราคาทองคำที่ปรับขึ้น ซึ่งมีสัญญาณมาตั้งแต่ 27 ก.พ. จากการเจรจากันระหว่างตัวแทนสหรัฐฯและอิหร่านที่จบลงโดยไม่มีข้อสรุป

ในวันที่ 28 ก.พ. อิสราเอลก็ได้เปิดฉากโจมตีอิหร่านฝั่งอิหร่านก็ได้ตอบโต้กลับไปยังหลายๆจุดที่เป็นฐานทัพของสหรัฐฯ และล่าสุดอิหร่านได้แต่งตั้งผู้นำคนใหม่ขึ้นมาแทนคนเก่า แม้อาจไม่สามารถประเมินได้ว่าผลกระทบจะใช้ระยะเวลาเพียงใดแต่ก็เชื่อว่าจะไม่ได้บานปลายสาเหตุเนื่องจากสหรัฐฯกำลังเข้าใกล้ช่วงเลือกตั้งกลางเทอมหากยังคงปล่อยให้สงครามยืดเยื้อราคาน้ำมันมีโอกาสปรับขึ้นกดดันต้นทุนสินค้าแต่หากถามว่าราคาน้ำมันจะปรับขึ้นแรงไหมเชื่อว่าจะไม่ได้ปรับแรงมากเนื่องจากน้ำมันโลกปัจจุบันเป็นอุปทานส่วนเกินผสานกับ OPEC+ ล่าสุดในวันอาทิตย์อาศัยช่วงเวลาสงครามเพิ่งกำลังการผลิต 2.03 แสนบาร์เรล / วัน แต่อย่างไรก็ตามแนะจับตาต่อทิศทางช่องแคบ HORMUZ หากมีการปิดจริงจะเร่งการขาดแคลนอุปทานทำให้มีโอกาสน้ำมันขยับขึ้นเพราะช่องทาง HORMUZ เป็นเส้นทางในการขนส่งน้ำมันต่อวันราว 20% ของอุปทานโลก หากไปดูสถิติในช่วงที่ผ่านมาสำหรับการเกิดสงครามพบว่าหลังเกิดสงคราม 1 วันตลาดหุ้นปรับลงเฉลี่ย 1.5-2% และหลังจากนั้นมักฟื้นตัว (เช้านี้ Dow Future -1% ทองคำ +1.98% น้ำมันดิบ BRT +8.7%)

สำหรับผลกระทบประเมินว่าจะดีกับหุ้นพลังงานต้นน้ำอย่าง PTTEP แต่จะกดดันกับหุ้นที่มีน้ำมันและแก๊สธรรมชาติเป็นต้นทุนอย่างโรงไฟฟ้า สายการบิน แต่ในเชิงเศรษฐกิจอาจมีผลจำกัดเพราะรัฐมนตรีพลังงานได้ยืนยันว่าไทยมีน้ำมันใช้อีก 60 วัน พร้อมขอความร่วมมือไม่ให้ส่งออกน้ำมัน โดยการส่งออกของไทยจะหลักๆจะไปอยู่ที่สหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่น แต่การท่องเที่ยวอาจกระทบกับนักท่องเที่ยวฝั่ง EU จากน่านฟ้าที่อาจปิดและเดินทางยากมากขึ้น โดยรวมแล้วมองปัจจัยสงครามเป็นเพียงระยะหนึ่งเชื่อว่าไม่นานแต่แนะจับตาโดยเฉพาะช่องแคบ HORMUZ หากไม่ได้มีการปิดช่องดังกล่าวและไม่ได้มีประเทศอื่นเข้ามาร่วมประเมินผลกระทบจำกัด พร้อมแนะการปรับลงของตลาดเป็นโอกาส

วันนี้ประเมิน SET INDEX เสี่ยงปรับตัวลงในกรอบ 1500 – 1540 กลุ่มพลังงานจะเป็นตัวประครองดัชนีจากราคาน้ำมันที่ปรับขึ้น ในเชิงกลยุทธ์การลงทุนมองการปรับฐานเป็นโอกาสสะสมมากกว่าเพราะเชื่อว่าจะไม่ได้บานปลาย เช่นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ (BBL KBANK KTB SCB) ศูนย์การค้า (CPN) ค้าปลีก (CPALL) สื่อสาร (ADVANC)

หุ้นแนะนำ

KTB (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย 35.00 บาท)

งบดุลแข็งแกร่งจากที่มี Coverage ratio สูง 230% และเงินกองทุนขั้นที่ 1 ราว 20% สิ้นปี 2025 ทำให้มีความยืดหยุ่นสูงในการบริหารจัดการ ส่งผลให้ธนาคารสามารถผ่อนคลายสำรองหนี้ฯ ลงได้เพื่อรักษาฐานกำไร และรักษา ROE ในระดับ 2 หลัก

KBANK (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย 210.00 บาท)

KBANK จะให้ความสำคัญต่อการบริหารเงินกองทุนด้วยการจ่ายเงินปันผลสูง และออกโครงการซื้อหุ้นคืนต่อเนื่อง ล่าสุดประกาศจ่ายปันผลพิเศษอีก 2 บาท / หุ้น และจ่ายจากกำไรอีก 10 บาท / หุ้น มองเป็นปัจจัยหนุนระยะสั้นต่อราคาหุ้น

ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

Web : https://www.mitihoon.com/
Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon