
มิติหุ้น – สถานการณ์สหรัฐอเมริกา กับ อิหร่าน จุดชนวนพายุสมบูรณ์แบบต่อราคาน้ำมันทั่วโลก (Perfect Storm) สัญญาณวิกฤตพลังงาน ต้นทุนน้ำมันดิบและค่าการกลั่นปรับตัวสูงขึ้น วันที่ 4 มี.ค. 69 ต้นทุนดีเซล +5.53 บาท/ลิตร เบนซิน ออกเทน 95 +2.92 บาท/ลิตร หวั่นปิดช่องแคบฮอร์มุซในอนาคต ราคาน้ำมันพุ่งไม่หยุด คนไทยตื่นตระหนกแห่ตุน ปั้มน้ำมันปิดให้บริการ ฝ่าทางรอดประเทศไทยขับเคลื่อน E20 เป็นน้ำมันพื้นฐาน ชูศักยภาพกำลังการผลิตเอทานอล 6.92 ล้านลิตร/วันจากโรงงาน 28 แห่งทั่วประเทศ เป็นพลังงานสำรองพร้อมรับความต้องการใช้งานทันที
สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา กับ อิหร่าน ที่ทวีความรุนแรง ซึ่งส่งผลกระทบต่อ “ตะวันออกกลาง” ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่พลังงานของโลกทันที ในระยะอันใกล้หากมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางหลักในการขนส่งน้ำมันดิบกว่า 20% ของทั่วโลกหรือราว 17-18 ล้านบาร์เรล/วัน โดยเฉพาะการขนส่งจากประเทศผู้ส่งออกอย่างซาอุดีอาระเบีย อิรัก และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รวมทั้งยังมีปัจจัยจากความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ความเสี่ยงนโยบายและกำลังการผลิตของกลุ่ม OPEC+ ฯลฯ อาจกระทบต่อราคาน้ำมันทั่วโลก ส่งผลให้เกิดสถานการณ์ที่เรียกว่า ‘Perfect Storm’ หรือพายุสมบูรณ์แบบต่อราคาน้ำมันทั่วโลก
ทั้งนี้ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน ส่งผลให้น้ำมันดิบมีแนวโน้มจะสูงขึ้น โดยต้นทุนน้ำมันดิบและค่าการกลั่นปรับตัวสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเทียบกับวันที่ 2 มี.ค. 69 และวันที่ 4 มี.ค. 69 ต้นทุนหน้าโรงกลั่น (Ex-Refinery) ดีเซล พุ่งจาก 18.9924 เป็น 24.5248 บาท/ลิตร (เพิ่มขึ้น +5.53 บาท) ส่วน เบนซิน ออกเทน 95 ต้นทุนพุ่งจาก 16.6187 เป็น 19.5381 บาท/ลิตร (เพิ่มขึ้น +2.92 บาท) ซึ่งเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2569 ปั๊มน้ำมันในประเทศไทยได้ปรับราคาขึ้น สร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนคนไทยเกิดกระแสตุนน้ำมันทั่วประเทศ ทำให้ปั๊มน้ำมันเริ่มปิดการให้บริการ ขณะที่โครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในเขตกรุงเทพมหานคร ประจำวันที่ 4 มีนาคม 2569 สรุปราคาขายปลีกน้ำมัน (Retail Price) เบนซิน ออกเทน 95 ราคา 39.14 บาท/ลิตร, แก๊สโซฮอล์ 95 E10 ราคา 30.55 บาท/ลิตร แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 30.18 บาท/ลิตร, แก๊สโซฮอล์ 95 E20 ราคา 28.34 บาท/ลิตร, แก๊สโซฮอล์ 95 E85 ราคา 26.29 บาท/ ลิตร, ดีเซล (H-DIESEL) ราคา 29.94 บาท/ลิตร และ LPG ราคา 25.87 บาท/กิโลกรัม
สำหรับประเทศไทย ปัจจุบันพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบมากกว่า 70% หากเส้นทางช่องแคบฮอร์มุซ หยุดลงชั่วคราว ผลกระทบต่อไทยจะเกิดขึ้นในทันที เพราะปริมาณน้ำมันสำรองของประเทศไทยมีอยู่ราว 61 วัน โดยเป็นน้ำมันสำเร็จรูปสำรอง 38 วัน และน้ำมันดิบในเรือที่พ้นช่องแคบมาแล้วอีก 23 วัน ซึ่งตัวเลขนี้ ไม่ได้แปลว่าประเทศไทยจะมีความมั่นคงทางพลังงาน 2 เดือนเต็ม เพราะโรงกลั่นไทยต้องใช้น้ำมันดิบจากตะวันออกกลางเป็นสัดส่วนสูง หากขนส่งหยุดลงนานกว่าระยะสำรอง โรงกลั่นจะขาดวัตถุดิบ ส่งผลให้การผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงสะดุด ทำให้ราคาน้ำมันปรับขึ้นต่อเนื่อง ต้นทุนขนส่งสูงขึ้น สินค้าอุปโภคบริโภคปรับเพิ่มขึ้น และกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมลดกำลังการผลิตลง
ทั้งนี้ทางรอดที่ยั่งยืนของประเทศไทย คือการยกระดับเอทานอล เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนพลังงานสะอาดที่ประเทศไทยมีความได้เปรียบจากการผลิตมันสำปะหลังภายในประเทศอยู่แล้ว หากภาครัฐเร่งผลักดันให้ E20 เป็นน้ำมันเบนซินพื้นฐานของประเทศ จะสร้างความมั่นคงทางพลังงานอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมรับมือกับความผันผวนของราคาพลังงานโลก และลดการพึ่งพานำเข้าน้ำมันดิบลงได้ทันที 10% ของกลุ่มเบนซิน ซึ่งจะเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจและสร้างความมั่นคงพลังงานของไทยในระยะยาว ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีกำลังการผลิตเอทานอลสูงสุดรวมประมาณ 6.92 ล้านลิตร/วัน จากโรงงานผลิตเอทานอลรวมทั้งสิ้น 28 แห่ง สามารถเป็นพลังงานสำรองรับกับความต้องการใช้งานจริงได้ทันที นอกจากนี้ยังมีกำลังการผลิตสำรองอีกมากกว่า 50–60% หากมีการขยายตัวหรือส่งเสริมการใช้ E20 จากทางภาครัฐ
ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง
Web : https://www.mitihoon.com/
Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon



























