นายวรเมธ จันทร์เสน Investment Consultant บริษัท เมอร์เคิล แคปปิตอล จำกัด ดำเนินธุรกิจผู้จัดการเงินทุนสินทรัพย์ดิจิทัลแห่งแรกในประเทศไทย ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงาน ก.ล.ต.ให้ข้อมูลในสัมมนาพิเศษหัวข้อ “สงครามการค้ายก 2: มรสุมลูกใหม่กระทบสินทรัพย์ดิจิทัล” ระบุว่าภาพรวมการลงทุนในช่วงปลายไตรมาส 1/69 ยังเผชิญความไม่แน่นอนจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งเริ่มส่งผลต่อทิศทางตลาดการเงินโลก รวมถึงสินทรัพย์ดิจิทัล
ปัจจัยสำคัญที่ตลาดกำลังจับตาคือสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและอิหร่าน ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงาน โดยราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้นเกือบ 20% ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากมีความเสี่ยงต่อการปิดเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญซึ่งคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 20% ของอุปทานน้ำมันโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ WTI ปรับตัวขึ้นจากจุดต่ำสุดในเดือนธันวาคมเกือบ 40% ภาวะดังกล่าวก่อให้เกิดภาวะ Supply Shock และเพิ่มความกังวลว่าต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นอาจกระตุ้นให้เงินเฟ้อกลับมาสูงอีกครั้ง
ขณะเดียวกัน เงินเฟ้อของสหรัฐฯ ปัจจุบันยังอยู่ที่ประมาณ 3% ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่ระดับ 2% ส่งผลให้ตลาดเริ่มปรับมุมมองต่อทิศทางดอกเบี้ย โดยนักลงทุนประเมินว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปีนี้อาจเกิดขึ้นเพียงประมาณ 2 ครั้งในเดือนกรกฎาคมและธันวาคม หรืออาจลดลงน้อยกว่านั้นหากเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง นอกจากนี้ โอกาสที่ Fed จะคงอัตราดอกเบี้ยในช่วงกลางปีเริ่มมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นและใกล้เคียงกับโอกาสการลดดอกเบี้ยมากขึ้น
อีกปัจจัยหนึ่งที่ตลาดให้ความสำคัญคือ นโยบายกำแพงภาษีของสหรัฐฯ โดยล่าสุดมีการประกาศปรับขึ้นภาษีนำเข้าทั่วโลกในระดับ 15% ภายใต้กฎหมายมาตรา 122 ซึ่งมีระยะเวลาบังคับใช้ประมาณ 150 วัน หรือจนถึงช่วงต้นไตรมาส 3 ทั้งนี้ แม้มาตรการดังกล่าวจะช่วยลดแรงกดดันจากระดับภาษีที่เคยสูงกว่านี้ในอดีต แต่ตลาดยังคงจับตาความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ อาจใช้กฎหมายอื่น เช่น มาตรา 301 หรือ มาตรา 232 เพื่อปรับเพิ่มภาษีในระยะถัดไป ซึ่งอาจนำไปสู่สถานการณ์ที่ถูกมองว่าเป็น “Trade War 2.0”
จากความไม่แน่นอนดังกล่าว นักลงทุนจำนวนมากจึงเลือกปรับพอร์ตเข้าสู่ภาวะลดความเสี่ยง หรือ Risk-off โดยเพิ่มสัดส่วนการถือเงินสดมากขึ้น ส่งผลให้ดัชนีค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ (DXY) กลับมาแข็งค่า ขณะที่ดัชนีความผันผวนของตลาดการเงิน (VIX Index) ปรับตัวขึ้นทำระดับสูงสุดในรอบ 6 เดือน สะท้อนความกังวลของนักลงทุนทั่วโลก ทั้งนี้ แม้ทองคำจะถูกมองเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย แต่ราคาทองคำในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาได้ปรับตัวลดลง เนื่องจากตลาดรับรู้ปัจจัยเสี่ยงไปแล้ว และมองว่าระดับราคาปัจจุบันค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับความเสี่ยงที่เกิดขึ้น
สำหรับตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล แม้จะได้รับแรงกดดันจากปัจจัยมหภาคเช่นเดียวกับสินทรัพย์เสี่ยงประเภทอื่น แต่ Bitcoin กลับเริ่มแสดงสัญญาณฟื้นตัว โดยสามารถปรับตัวขึ้นมาทดสอบระดับประมาณ 70,000 ดอลลาร์ต่อ 1 BTC ได้ ปัจจัยสนับสนุนสำคัญมาจากแรงซื้อของนักลงทุนสถาบันผ่านกองทุน Bitcoin Spot ETF ซึ่งมีเงินทุนไหลเข้าสุทธิอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ นอกจากนี้ ข้อมูล On-chain ยังสะท้อนว่ากลุ่มผู้ถือครองระยะยาวเริ่มลดแรงขายลง ขณะที่ดัชนี MVRV ชี้ว่าระดับราคาประมาณ 54,500–60,000 ดอลลาร์เป็นช่วงราคาที่มีนัยสำคัญและเป็นจุดที่นักลงทุนจำนวนมากรอเข้าซื้อ
ด้านปัจจัยพื้นฐานของตลาดคริปโทเคอร์เรนซี ยังมีพัฒนาการสำคัญหลายประการ อาทิ การที่สถาบันการเงินระดับโลกอย่าง BlackRock เริ่มเข้าสู่ระบบการเงินแบบกระจายศูนย์ (DeFi) รวมถึงแผนของตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE) ในการพัฒนา Tokenized Security เพื่อให้สามารถซื้อขายหลักทรัพย์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง 7 วันต่อสัปดาห์ ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงจะช่วยเพิ่มสภาพคล่องและขยายการใช้งานเทคโนโลยีบล็อกเชนในระบบการเงินโลกมากขึ้น
นายวรเมธกล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับผู้ที่มีพอร์ตการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล ควรพิจารณากลยุทธ์ตามวัตถุประสงค์การลงทุน หากถือครองเพื่อการเก็งกำไรระยะสั้นควรพิจารณาลดความเสี่ยง เนื่องจากกระแสเงินทุนขนาดใหญ่บางส่วนยังอยู่ในช่วงปรับพอร์ต แต่หากถือครองเพื่อป้องกันความเสี่ยงเงินเฟ้อในระยะยาว 10–20 ปี ยังสามารถถือครองต่อได้ โดยระดับราคาประมาณ 45,000–55,000 ดอลลาร์ (อ้างอิงจาก Cryptomind Advisory) ถือเป็นแนวรับสำคัญที่ตลาดกำลังจับตา
ทั้งนี้ ภาพรวมตลาดในช่วงต่อจากนี้ยังคงขึ้นอยู่กับปัจจัยมหภาคเป็นสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์สงคราม ราคาพลังงาน เงินเฟ้อ และนโยบายการค้าโลก ซึ่งล้วนเป็นตัวแปรสำคัญที่อาจกำหนดทิศทางของตลาดการเงินและสินทรัพย์ดิจิทัลในช่วงไตรมาส 2 และครึ่งหลังของปีต่อไป