
มิติหุ้น – บริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ SHR ผู้นำด้านธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ทระดับนานาชาติ โชว์ความสำเร็จผลการดำเนินงานปี 2568 คว้ากำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติสูงสุดเป็นประวัติการณ์กว่า 615 ล้านบาท พร้อมประกาศทิศทางธุรกิจปี 2569 “Scaling to New Heights, Unlocking Greater Value” มุ่งยกระดับคุณภาพพอร์ตโรงแรม ผ่านกลยุทธ์การลงทุนในสินทรัพย์ศักยภาพสูง เตรียมเดินหน้าพัฒนาโรงแรมใหม่-รีแบรนด์เพิ่มมูลค่า-ยกระดับประสบการณ์การเข้าพักสอดรับเทรนด์การท่องเที่ยวโลก ตั้งเป้าเพิ่ม Portfolio RevPAR เติบโต 20-25% ดัน EBITDA margin สู่ระดับ 30% และตั้งเป้าลดอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยของหนี้ลงกว่า 0.50% พร้อมยกระดับฐานกำไรสุทธิให้เติบโตต่อเนื่องในระยะยาว
นายไมเคิล มาร์แชล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ SHR กล่าวว่า ในปี 2568 ที่ผ่านมา บริษัทสามารถผลักดันรายได้เฉลี่ยต่อห้องพักที่พร้อมให้บริการ (RevPAR) เติบโตขึ้นในทุกภูมิภาค โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักทั้งจากการเพิ่มอัตราค่าห้องพักเฉลี่ย (ADR) และการดึงดูดกลุ่มลูกค้าศักยภาพที่มีกำลังใช้จ่ายสูงให้เข้ามาพักในโรงแรมได้อย่างต่อเนื่อง ผนวกกับผลจากการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและการลดต้นทุนทางการเงินอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้กำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ (Normalised Net Profit) เติบโตสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 615 ล้านบาท สะท้อนความแข็งแกร่งของโครงสร้างพอร์ตโรงแรมที่กระจายตัวในหลายประเทศ และความสามารถของบริษัทในการบริหารรายได้ท่ามกลางสภาพอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ ส่งผลให้บริษัทสามารถจ่ายปันผลงวดปี 2568 ที่ 0.07 บาทต่อหุ้น ซึ่งเป็นระดับสูงสุดตั้งแต่บริษัทเคยประกาศจ่ายเงินปันผลมา หรือคิดเป็นประมาณ 4% ของราคาปิดล่าสุด สูงกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม
ในปี 2569 บริษัทจะต่อยอดความสำเร็จดังกล่าวผ่านการขับเคลื่อนแผนธุรกิจ “Scaling to New Heights, Unlocking Greater Value” ยกระดับการเติบโตและปลดล็อกศักยภาพการสร้างมูลค่าในระยะยาว ผ่าน 3 กลยุทธ์ ได้แก่
1.การหมุนเวียนสินทรัพย์ (Asset Rotation) เดินหน้าบริหารพอร์ตเชิงรุก โดยมุ่งเน้นคุณภาพของสินทรัพย์มากกว่าปริมาณ เพื่อสร้างคุณค่าในระยะยาว ผ่านการจำหน่ายโรงแรม 15 แห่งในสหราชอาณาจักรที่มีศักยภาพการเติบโตและการทำกำไรจำกัด เพื่อนำเงินไปชำระหนี้เงินกู้จากสถาบันการเงินที่มีดอกเบี้ยสูง และเพิ่มประสิทธิภาพการลงทุนในสินทรัพย์ทีมีศักยภาพในการทำกำไร
โดยบริษัทฯ เตรียมงบลงทุนประมาณ 3,000–3,500 ล้านบาท เพื่อขยายการลงทุนในประเทศไทย ซึ่งเป็นตลาดที่มีความเชี่ยวชาญและเครือข่ายที่แข็งแกร่ง สร้างความได้เปรียบด้านขนาด ควบคู่การลงทุนอย่างคัดสรรในโรงแรมระดับบน (Upper Upscale) และการบริหารแบบคลัสเตอร์ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานและสนับสนุนการเติบโตในระยะยาว
2.การเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์ (Asset Enhancement) มุ่งพัฒนาพอร์ตสู่การเป็นพอร์ตโรงแรมระดับพรีเมียมที่ขับเคลื่อนด้วยไลฟ์สไตล์ โดยร่วมมือกับ The Ascott Limited ผู้บริหารจัดการโรงแรมระดับนานาชาติ รีแบรนด์และยกระดับโรงแรม 4 แห่งในสหราชอาณาจักร สู่แบรนด์ใหม่ที่ตอบโจทย์ด้านไลฟ์สไตล์มากขึ้น ได้แก่ The Unlimited Collection และ lyf พร้อมทั้งอัปเกรดห้องพัก และสิ่งอำนวยความสะดวก เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์ในระยะยาว ปัจจุบัน โรงแรมภายใต้แบรนด์ The Unlimited Collection ได้เปิดให้บริการเรียบร้อยแล้ว ขณะที่อีก 2 โรงแรมภายใต้แบรนด์ lyf คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จและเปิดให้บริการภายในครึ่งแรกของปี 2569 และจะช่วยผลักดัน ADR เพิ่มขึ้นประมาณ 20–30% เมื่อเทียบกับปี 2567
นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนยกระดับผลิตภัณฑ์ห้องพักของโรงแรมแบรนด์ SAii Hotels & Resorts จำนวน 2 แห่ง โดยที่ SAii Phi Phi Island Village จะดำเนินการปรับปรุงวิลล่าบนเนินเขาทั้งหมดจำนวน 12 ห้อง ขณะที่ SAii Maldives Lagoon Maldives, Curio Collection by Hilton จะเพิ่มสระว่ายน้ำส่วนตัวให้วิลล่าเหนือน้ำเดิม 20 หลัง และพัฒนาวิลล่าเหนือน้ำใหม่อีก 18 หลัง เพื่อรองรับความต้องการของกลุ่มลูกค้าระดับบน เสริมศักยภาพด้านราคา และสนับสนุนการเติบโตของ ADR ในระยะยาว
- การเติบโตของแบรนด์ที่ขับเคลื่อนด้วยประสบการณ์ (Experienced-Led Brand Growth) ชูแบรนด์ SAii Hotels & Resorts แบรนด์โรงแรมระดับบนที่มีเอกลักษณ์ด้านไลฟ์สไตล์ (Upper-Upscale Lifestyle Brand) ชัดเจน พร้อมต่อยอดแนวคิดแกนกลางที่กำหนดอัตลักษณ์และมาตรฐานของแบรนด์ (Brand Pillars) และพัฒนาประสบการณ์เอกลักษณ์เฉพาะของแบรนด์ (Signature Experiences) ให้โดดเด่นและแตกต่างยิ่งขึ้น ครอบคลุมมิติการดูแลสุขภาพ ความยั่งยืน และการนำเสนออาหารอย่างใส่ใจ เพื่อสร้างความแตกต่างและเสริมความแข็งแกร่งของแบรนด์ในระยะยาว ตลอดจนแบรนด์ในเครือ Ascott อย่าง The Unlimited Collection และ lyf ในการยกระดับประสบการณ์การเข้าพัก ผ่านทั้งการออกแบบห้องพัก ความเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมท้องถิ่น ตลอดจนการนำเสนอกิจกรรมที่ช่วยส่งมอบประสบการณ์ที่สอดคล้องกับเทรนด์การท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ของโลก เช่น การมอบประสบการณ์การชมดาวท่ามกลางธรรมชาติ สอดรับเทรนด์การท่องเที่ยวเพื่อความสงบและเป็นส่วนตัว (Quietcations) แพ็คเกจส่งเสริมสุขภาพแบบองค์รวม (Wellness Packages) ที่ผสานการท่องเที่ยวเข้ากับการออกกำลังกายและไลฟ์สไตล์แอคทีฟ เพื่อตอบโจทย์นักเดินทางยุคใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพและคุณภาพชีวิต กิจกรรมเพาะฟื้นฟูปะการัง ปลูกป่าชายเลน สอดรับเทรนด์การท่องเที่ยวที่มีความหมาย
จากกลยุทธ์ที่จะช่วยปลดล็อกการเติบโตดังกล่าว บริษัทจึงตั้งเป้าให้ภาพรวม Portfolio RevPAR เติบโตขึ้น 20-25% จากปี 2568 พร้อมทั้งคาดว่าจะสามารถปรับปรุงอัตรากำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคา (EBITDA Margin) ให้สูงขึ้นสู่ระดับประมาณ 30% จากการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพตลอดจนการดำเนินงาน และลดอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยของหนี้ลงกว่า 0.50%
นายไมเคิล กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกเหนือจาก 3 กลยุทธ์ข้างต้น บริษัทยังคงเดินหน้ากลยุทธ์ด้านความยั่งยืนควบคู่ไปกับการเติบโตของธุรกิจ โดยให้ความสำคัญกับการยกระดับความพร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Resilience) ผ่านการใช้พลังงานหมุนเวียนด้วยการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ในหลายโครงการในไทยและมัลดีฟส์ ปัจจุบัน บริษัทมีกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้งรวมกว่า 2,676 กิโลวัตต์พีก (kWp) และในปีที่ผ่านมา สามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ได้คิดเป็นกว่า 14% ของการใช้ไฟฟ้าทั้งหมด ควบคู่กับการพัฒนาและยกระดับระบบบริหารจัดการพลังงาน (Energy Efficiency Management) อย่างเป็นระบบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ควบคุมต้นทุนในระยะยาว
อีกหนึ่งแนวทางสำคัญ คือการรักษาสัดส่วนพื้นที่ความหลากหลายทางชีวภาพไม่น้อยกว่า 30% ของพื้นที่โครงการในสินทรัพย์ของบริษัท โดยปัจจุบัน พี้นที่ทางทะเลในโครงการ CROSSROADS Maldives ซึ่งครอบคลุมกว่า 1.71 ล้านตารางเมตร คิดเป็น 18.9% ของพื้นที่ทางทะเลทั้งหมด ได้รับสถานะเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพ (Official Potential OECMs) เพื่อขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพนอกเขตคุ้มครอง หรือ Other Effective Area-based Conservation Measures (OECMs) สะท้อนบทบาทสำคัญของโครงการในกลยุทธ์การพัฒนาอย่างยั่งยืนของ SHR ความสำเร็จครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญ โดยถือเป็นโครงการแรกและโครงการเดียวจากบริษัทไทยที่ได้รับการยอมรับในสถานะอันทรงเกียรติดังกล่าว
นอกจากนี้ โรงแรมในเครือยังจัดกิจกรรมด้านความยั่งยืนมากมาย ที่เปิดโอกาสให้แขกผู้เข้าพัก รวมถึงชุมชนท้องถิ่นมีส่วนร่วม พร้อมส่งเสริมความตระหนักรู้ในการดูแลสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศโดยรอบ สะท้อนบทบาทของ SHR ในการขับเคลื่อนการอนุรักษ์ควบคู่กับการพัฒนาอย่างรับผิดชอบในระดับสากล
“SHR กำลังก้าวเข้าสู่เฟสใหม่ของการเติบโต ด้วยกลยุทธ์ที่แข็งแกร่งและทิศทางที่ชัดเจน เรามุ่งยกระดับคุณภาพพอร์ตโรงแรม ลงทุนในสินทรัพย์ที่มีศักยภาพสูง และเร่งขับเคลื่อนความสามารถในการทำกำไรให้ก้าวสู่ระดับที่เหนือกว่าเดิมอย่างยั่งยืน” นายไมเคิล กล่าวทิ้งท้าย
สำหรับ บริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ SHR เป็นบริษัทในเครือบริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ S ดำเนินธุรกิจบริหารจัดการและลงทุนในโรงแรมระดับนานาชาติ โดยมุ่งเน้นการเติบโตทั้งจากการประกอบธุรกิจของตนเอง (Organic Growth) และการเข้าซื้อกิจการ (Inorganic Growth) ปัจจุบัน มีพอร์ตโฟลิโอโรงแรมครอบคลุม 5 ประเทศ ได้แก่ ไทย มัลดีฟส์ ฟิจิ มอริเชียส และสหราชอาณาจักร รวมมากกว่า 11 แบรนด์ ภายใต้สินทรัพย์ 5 กลุ่มหลัก ได้แก่ โรงแรมที่บริหารภายใต้แบรนด์ของบริษัทเองคือ SAii Hotels & Resorts และ Santiburi โรงแรมภายใต้แบรนด์ Outrigger Hospitality Group โรงแรมในโครงการ CROSSROADS Maldives กลุ่มโรงแรมระดับ Upper-Midscale ในสหราชอาณาจักร และโรงแรมที่ดำเนินงานในรูปแบบกิจการร่วมค้า ซึ่งสะท้อนถึงกลยุทธ์การลงทุนที่หลากหลายและการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาวของบริษัท
ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง
Web : https://www.mitihoon.com/
Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon






















