วันพุธ 11 มีนาคม 2026
หน้าแรก บทวิเคราะห์

CGSI : กลุ่มโรงไฟฟ้าของไทย ผลกระทบจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง หากราคาน้ำมันสูงกว่า 100 เหรียญสหรัฐ คาดกระทบมีจำกัด เนื่องจากมีกลไกส่งผ่านต้นทุนเชื้อเพลิงและสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาวเป็นเกราะป้องกัน ยังแนะนำให้ “คงน้ำหนักการลงทุน” 

43

มิติหุ้น – ฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) หรือ CGSI ระบุในบทวิเคราะห์ ว่า แม้จะมีความกังวลเพิ่มขึ้นในกลุ่มประเทศผู้นำเข้าน้ำมัน แต่มองว่ากลุ่มโรงไฟฟ้าของไทยน่าจะได้รับผลกระทบน้อยกว่าที่ตลาดกังวล เพราะมีเกราะป้องกันจากการกำกับดูแลค่าไฟฟ้า, กลไกการส่งผ่านค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) และการทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว (PPA) โดยมองว่า PTT จะจัดส่งก๊าซที่ผลิตในประเทศให้กับผู้ผลิตไฟฟ้ามากขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มเสถียรภาพของระบบและลดผลกระทบจากตลาด LNG ที่ตึงตัวมากขึ้นหลัง กาตาร์หยุดการผลิต

ขณะที่ในภาพรวมการหยุดชะงักของอุปทาน LNG ส่งผลให้ราคาก๊าซ JKM, ต้นทุน pool gas รวมทั้งอัตราเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้น แต่มองว่าผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (IPP) ยังได้รับการคุ้มครองจากค่าความพร้อมจ่ายตาม PPA และโครงสร้างราคาเชื้อเพลิงที่อิงตามดัชนี

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิเคราะห์ฯ คาดว่า ต้นทุนเชื้อเพลิงที่ผันผวนจะยังคงกดดันผลกำไร แต่ในระดับที่แตกต่างกันตามสัดส่วนการพึ่งพาสัญญาผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) ที่เป็นกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมของแต่ละบริษัท รวมถึงโครงสร้างต้นทุนที่อิงกับราคาก๊าซ ที่สำคัญเชื่อว่าหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าจะไม่ต้องแบกรับภาระต้นทุนเชื้อเพลิงทั้งหมด เนื่องจากมีกลไกส่งผ่านต้นทุนผ่านค่า Ft แม้บางครั้งจะล่าช้าบ้าง ซึ่งจะช่วยรักษาเสถียรภาพของกำไร จึงยังแนะนำ ให้คงน้ำหนักการลงทุนกลุ่มโรงไฟฟ้า โดยมองว่าผู้ประกอบการที่มีสัดส่วน IPP สูง สามารถป้องกันความเสี่ยงได้มากสุด ส่วนผู้ประกอบการที่เน้น SPP/IU จะเผชิญกับแรงกดดันปานกลางในระยะสั้น

ทั้งนี้ ภายใต้สมมติฐานที่ค่า Ft และความต้องการไฟฟ้ายังคงที่ ประเมินว่าต้นทุนก๊าซที่เพิ่มขึ้นทุก 10 บาท/mmbtu จะกระทบกำไรสุทธิ BGRIM 7%, CKP 1% และ GULF 0.4% ในขณะที่ EGCO จะมีผลกระทบต่ออัตรากำไรขั้นต้น (GPM) เพียง 0.1% pt โดยความแตกต่างนี้ขึ้นอยู่กับพอร์ตโฟลิโอของแต่ละบริษัท รวมถึงสัดส่วนสัญญา IPP เทียบกับสัญญา SPP/IU รวมทั้งสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน

ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI มองว่า GULF ยังเป็นหุ้นปลอดภัย จากขนาดของธุรกิจ IPP, สัดส่วน IU น้อย, มีส่วนแบ่งกำไรแข็งแกร่งจาก ADVANC และการขยายธุรกิจ Data centre ส่วน CKP ได้ประโยชน์จากการผลิตไฟฟ้าที่แข็งแกร่งของโรงไฟฟ้าพลังน้ำ, ระดับน้ำสูงและอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนต่ำ สำหรับ EGCO จะได้รับผลกระทบน้อยสุด จากการกระจายความเสี่ยงทั้งด้านที่ตั้งและเชื้อเพลิง ขณะที่ BGRIM แม้จะมีความอ่อนไหวมากสุด เพราะมีสัดส่วน SPP/IU สูง แต่บริษัทยังทำสัญญาปริมาณการผลิตไฟฟ้าจาก SPP ถึง 75% กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ (กฟผ.) จึงช่วยลดผลกระทบ

โดยกลุ่มโรงไฟฟ้าของไทย จะมี upside risk หาก PDP ฉบับใหม่ออกมาเร็วกว่าคาด, การเร่งลงทุนในพลังงานหมุนเวียน และการบูรณาการเทคโนโลยี ขณะที่ downside risk จะมาจากราคาก๊าซที่อยู่ในระดับสูงนานกว่าคาดและอัตราแลกเปลี่ยนผันผวนมากขึ้น

ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

Web : https://www.mitihoon.com/
Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon