
มิติหุ้น – บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินภาพรวมการลงทุนโลก ท่ามกลางสถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ยืดเยื้อเข้าสู่วันที่ 13 โดยระบุว่า แม้อิหร่านจะยังคงเดินหน้าปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งส่งผลให้อุปทานน้ำมันชะงักและดันให้ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งทะลุ 100 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล แต่ทิศทางของสงครามเริ่มส่งสัญญาณการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ “เฟส 4” (เริ่มมีคนกลางเข้ามาไกล่เกลี่ย)
ฝ่ายวิจัยระบุเหตุผลสนับสนุนว่า ทั้งสองฝ่ายเริ่มมีภาวะบอบช้ำ โดยสหรัฐฯ ต้องแบกรับงบประมาณทางการทหารที่สูง ขณะที่อิหร่านถูกกดดันจากนานาชาติอย่างหนัก สัญญาณบวกเริ่มปรากฏจากการพูดคุยผ่านบุคคลที่ 3 (เช่น การที่โดนัลด์ ทรัมป์ ต่อสายตรงหาปูติน) การยอมให้เรือขนส่งบางประเทศผ่านช่องแคบได้ รวมถึงการที่อิหร่านเสนอ 3 เงื่อนไขหยุดยิง ซึ่งตามสถิติวัฏจักรสงคราม เมื่อเข้าสู่เฟส 4 ตลาดหุ้นจะหยุดสภาวะตื่นตระหนก (Panic) และเริ่มสร้างฐานเพื่อเตรียมฟื้นตัวกลับสู่สภาวะปกติ
จับตา FED รับมือเงินเฟ้อพุ่งจาก “Oil Shock” อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นยังคงกดดันภาพรวมเศรษฐกิจโลก บล.เอเซีย พลัส ประเมินผ่านแบบจำลอง BECO ว่า หากราคาน้ำมันพุ่งจาก 65 เหรียญฯ ไปสู่ 108 เหรียญฯ จะดันให้เงินเฟ้อสหรัฐฯ ทะลุ 3% ต่อเนื่องถึง 2 ไตรมาสติดกัน ปัญหาเงินเฟ้อรอบใหม่นี้จะทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ตัดสินใจเรื่องดอกเบี้ยได้ยากขึ้น โดยสัญญาณจากดัชนี Fedspeak เริ่มสะท้อนมุมมองที่แข็งกร้าว (Hawkish) มากขึ้น ซึ่งต้องติดตามการประชุม FED และการเปิดเผย Dot Plot ในวันที่ 18 มีนาคมนี้อย่างใกล้ชิด
ตลท. เล็งชงรัฐดัน “TISA” ชูตลาดหุ้นไทย Safe Haven สำหรับตลาดหุ้นไทย (SET Index) แม้จะมีแรงเทขายจากนักลงทุนต่างชาติอย่างต่อเนื่องแตะระดับ 2.8 หมื่นล้านบาทในเดือนนี้ แต่ดัชนียังสามารถยืนหยัดและฟื้นตัวสวนกระแสตลาดโลกได้จากแรงซื้อของสถาบันและรายย่อยในประเทศ ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้เน้นย้ำถึงจุดแข็งของตลาดหุ้นไทยในฐานะ Safe Haven โดยมีอัตราเงินปันผลเฉลี่ยสูงถึง 4% ต่อปี และมี P/BV ต่ำกว่า 1 เท่า นอกจากนี้ ตลท. เตรียมเสนอ โครงการ TISA (Thai Individual Savings Account) ให้รัฐบาลพิจารณาในเดือนเมษายน 2569 เพื่อจูงใจให้ประชาชนนำเงินออมมาลงทุนในตลาดทุนระยะยาว โดยคาดว่าจะมาพร้อมสิทธิประโยชน์ทางภาษี ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดเม็ดเงินและสร้างเสถียรภาพให้ตลาดหุ้นไทย
กลยุทธ์การลงทุน: ดักเก็บ 8 หุ้นใหญ่ ปันผลทะลุดอกเบี้ย-ESG AAA บล.เอเซีย พลัส แนะนำกลยุทธ์การลงทุนเพื่อรับกระแสเงินสดและรอความชัดเจนของกองทุน TISA โดยเน้นคัดกรอง “หุ้นใหญ่สภาพคล่องสูง” ที่ให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) สูงกว่าดอกเบี้ยหุ้นกู้ระยะยาว 3-5 ปี และได้รับการประเมิน ESG Rating ในระดับสูงสุดที่ “AAA” เพื่อลดความเสี่ยงจากการลงทุน โดยมีหุ้นเด่นที่แนะนำ ได้แก่:
- SCB คาดการณ์ปันผลปี 2569 สูงถึง 7.4% (มี Upside 8.0%)
- CPF คาดการณ์ปันผล 5.3% (มี Upside 22.1%)
- CPAXT คาดการณ์ปันผล 4.8%
- ADVANC คาดการณ์ปันผล 4.4% (หุ้นผันผวนต่ำ)
- CPALL คาดการณ์ปันผล 3.9%
- SCGP คาดการณ์ปันผล 3.4%
- BEM คาดการณ์ปันผล 2.8%
- CENTEL คาดการณ์ปันผล 2.4%
(ประเด็นการลงทุนต่างประเทศ: ฝ่ายวิจัยแนะนำเก็งกำไรหุ้น HERSHEY (HSY US) ที่จะได้ประโยชน์โดยตรงจากราคาโกโก้โลกที่ร่วงลงกว่า 60% ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา ซึ่งคาดว่าจะช่วยให้กำไรฟื้นตัวแรงในปี 2026 รวมถึงมีมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นกลุ่มธนาคารสหรัฐฯ (เช่น JPMorgan, Bank of America, Citigroup) ที่ยังคงมีการเติบโตของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิและสินเชื่อที่แข็งแกร่ง
ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง
Web : https://www.mitihoon.com/
Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon



























