
มิติหุ้น – บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินสถานการณ์การลงทุนว่า ตลาดหุ้นทั่วโลกกำลังเผชิญกับความไม่แน่นอนและแรงเทขายลดความเสี่ยงอย่างหนัก ปัจจัยหลักเกิดจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ยืดเยื้อเข้าสู่วันที่ 16 และไม่มีทีท่าว่าจะทุเลาลง ล่าสุดสหรัฐฯ ได้ยกระดับความรุนแรงด้วยการโจมตีเกาะ KHARG ของอิหร่าน ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่รองรับการส่งออกน้ำมันถึง 90% ของประเทศ หรือราว 1.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน เหตุการณ์นี้ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ BRENT พุ่งทะลุ 100 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลเป็นที่เรียบร้อย และหากมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซนาน 3 เดือน อาจดันให้ราคาน้ำมันพุ่งไปถึง 164 เหรียญฯ ต่อบาร์เรล
นอกจากปัจจัยสงครามแล้ว ตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ก็เริ่มมีสัญญาณชะลอตัว โดยคาดการณ์ GDP ไตรมาส 4 ปี 2568 จะขยายตัวเพียง 0.7% ลดลงจากการเติบโต 4.4% ในไตรมาสก่อนหน้า สาเหตุหลักมาจากการบริโภคที่อ่อนแอลง สิ่งที่ตลาดต้องจับตาอย่างใกล้ชิดในสัปดาห์นี้คือ การประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ในวันที่ 18 มี.ค. ซึ่งคาดว่าจะคงดอกเบี้ยไว้ที่ 3.75% แต่อาจส่งสัญญาณแข็งกร้าว (Hawkish) ผ่าน Dot Plot หากความกังวลเรื่องเงินเฟ้อจากราคาน้ำมันกลับมาปะทุ รวมไปถึงการประชุม ECB, BOE และ BOJ ในวันที่ 19 มี.ค. นี้ อีกหนึ่งอีเวนต์ระดับโลกที่สำคัญในสัปดาห์นี้คือ งาน NVIDIA GTC 2026 (16-19 มี.ค.) ซึ่งเปรียบเสมือน “AI Super Bowl” โดย Jensen Huang เตรียมประกาศทิศทางเทคโนโลยี AI ชิปโมเดลใหม่ รวมถึงเทคโนโลยีด้านหุ่นยนต์ (Robotics) ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางการลงทุนของกลุ่มเทคโนโลยีทั่วโลกในอนาคต
การเมืองไทยระทึก! จับตา 18 มี.ค. ศาล รธน. ชี้ชะตาเลือกตั้งโมฆะหรือไม่ สำหรับปัจจัยภายในประเทศ แม้กระบวนการจัดตั้งรัฐบาลจะเดินหน้ามาถึงการประชุมเพื่อเลือกประธานสภาฯ ในวันที่ 15 มี.ค. และเตรียมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในวันที่ 19 มี.ค. แล้วก็ตาม แต่ บล.เอเซีย พลัส เตือนว่ามีความเสี่ยงทางการเมืองที่ต้องระวังอย่างมาก คือในวันที่ 18 มี.ค. นี้ ศาลรัฐธรรมนูญจะนัดพิจารณาว่าจะรับคำร้องคดี “การพิมพ์บัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด” ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ หากศาลวินิจฉัยว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ อาจส่งผลให้การเลือกตั้งที่ผ่านมา “เป็นโมฆะ” ซึ่งจะเป็นปัจจัยเสี่ยงกดดันตลาดหุ้นไทย (SET Index) อย่างรุนแรงในช่วงสั้นๆ
บาทอ่อนยวบต่างชาติเททิ้งบอนด์ แต่สวนซื้อ 4 กลุ่มหุ้นไทย ในด้านกระแสเงินทุน (Fund Flow) ประเมินว่าค่าเงินในภูมิภาคเอเชียอ่อนค่ารุนแรงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ นำโดยเงินบาทของไทยที่อ่อนค่าลงถึง -3.76% (ตั้งแต่ต้นเดือน) กลายเป็นสกุลเงินที่อ่อนค่าแรงที่สุดเป็นอันดับ 2 ของเอเชีย รองจากเงินวอนเกาหลีใต้ ปัจจัยนี้ทำให้ต่างชาติเทขายสินทรัพย์ไทยอย่างหนัก โดยขายสุทธิในตลาดหุ้น 3.3 หมื่นล้านบาท และตลาดตราสารหนี้ 3.4 หมื่นล้านบาท อย่างไรก็ตาม หากเจาะลึกลงไปในพอร์ตการลงทุน พบว่านักลงทุนต่างชาติยังคงเลือกลงทุน (Stock Selection) ทยอยสะสมหุ้นขนาดใหญ่ที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวและสอดรับกับเทรนด์โลก โดย บล.เอเซีย พลัส แนะนำหุ้น 4 กลุ่มที่น่าสนใจ ได้แก่:
- กลุ่มพลังงาน (Energy): โดดเด่นที่สุด นำโดย PTTEP ซึ่งมีเม็ดเงินต่างชาติไหลเข้าสูงสุดอันดับ 1 ในเดือนนี้กว่า 4.6 พันล้านบาท สอดคล้องกับราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมี TOP และ SPRC
- กลุ่มค้าปลีกและการบริโภค (Commerce): ถือเป็นหลุมหลบภัยที่ดี นำโดย CPALL, CPN และ KAMART
- กลุ่มท่องเที่ยวและเดินทาง (Tourism & Transport): รับผลดีจากการฟื้นตัวของการท่องเที่ยว แนะนำ AOT, MINT และ CENTEL
- กลุ่มที่รับข่าวร้ายจากสงครามไปมากแล้ว: แนะนำทยอยสะสม GULF, PTTGC และ IVL
ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง
Web : https://www.mitihoon.com/
Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon






























