
มิติหุ้น – การออกและเสนอขายหุ้นใหม่ต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (Initial Public Offering: IPO) ถือเป็นกลไกหลักของตลาดทุนในการจัดสรรทรัพยากรทางการเงินจากผู้ลงทุนสู่ภาคธุรกิจ และเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญของระดับการพัฒนาตลาดทุนในแต่ละประเทศ นอกจากนี้ กิจกรรมการเสนอขายหุ้น IPO ยังเป็นเสมือนกระจกที่สะท้อนระดับการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของแต่ละประเทศในภาพรวมอีกด้วย
จากรายงาน Global IPO Trends ปี 2568 โดยบริษัท EY ชี้ให้เห็นว่า ในช่วงสามปีที่ผ่านมา ภาพรวมของตลาด IPO โลกมีแนวโน้มชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง ทั้งจำนวน IPO และมูลค่าการระดมทุนหดตัว (เฉลี่ย -3% และ -2% ตามลำดับ) อย่างไรก็ตาม ในช่วงปี พ.ศ. 2567–2568 ตลาด IPO โลกเริ่มฟื้นตัว โดยจำนวน IPO เพิ่มขึ้น 4% ขณะที่มูลค่าการระดมทุนเพิ่มขึ้น 40% ทั้งนี้ เมื่อพิจารณา IPO สูงสุด 5 อันดับแรก พบว่าจำนวน IPO และมูลค่าการระดมทุนในช่วงปีล่าสุดกระจุกตัวอยู่ในตลาดขนาดใหญ่ (เช่น สหรัฐอเมริกา จีน และอินเดีย) โดยตลาดฮ่องกงมีอัตราการเติบโตสูงที่สุดทั้งจำนวน IPO (43%) และมูลค่าการระดมทุน IPO (209%)
สำหรับตลาด IPO ในภูมิภาคอาเซียนช่วงสามปีที่ผ่านมามีแนวโน้มเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกับตลาดโลก มีจำนวน IPO ลดลง (เฉลี่ย -10%) และมูลค่าการระดมทุนลดลง (เฉลี่ย -5%) ซึ่งอัตราการหดตัวของตลาดอาเซียนสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดโลก แม้จำนวน IPO ในภูมิภาคยังคงลดลง แต่ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมากลับพบว่า มูลค่าการระดมทุนเพิ่มขึ้นสูงถึง 76% สะท้อนการฟื้นตัวของตลาด IPO ในกลุ่มประเทศอาเซียน โดยเฉพาะจากการเสนอขายหลักทรัพย์ขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าการระดมทุนสูง
เมื่อพิจารณาเชิงเปรียบเทียบระดับประเทศในภูมิภาคอาเซียน ข้อมูลจากรายงาน Southeast Asia IPO Capital Market ปี 2568 โดยบริษัท Deloitte พบว่า ตลาดที่มีจำนวนการเข้าจดทะเบียนสูงสุดสามอันดับแรก ได้แก่ มาเลเซีย (59 ราย) อินโดนีเซีย (26 ราย) และไทย (18 ราย) ตามลำดับ แต่หากพิจารณาในมิติของมูลค่า พบว่า ตลาดที่มีมูลค่าการระดมทุนสูงสุดสามอันดับแรก ได้แก่ สิงคโปร์ (2,026 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) มาเลเซีย (1,426 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) และอินโดนีเซีย (1,095 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ตามลำดับ
นอกจากนี้ ข้อมูลจากรายงานข้างต้น ยังชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างเชิงโครงสร้างทั้งจำนวน IPO และมูลค่าการระดมทุน ตามลักษณะเฉพาะตัวของแต่ละประเทศ โดยตลาดสิงคโปร์วางตำแหน่งเป็นศูนย์กลางการระดมทุนระดับภูมิภาค จากข้อมูลย้อนหลัง 5 ปี พบว่า บริษัทที่เข้าจดทะเบียนในตลาดสิงคโปร์และมีมูลค่าการระดมทุนสูง มักเป็นบริษัทต่างชาติ (Non-Singapore Based) สำหรับตลาดมาเลเซีย มีนโยบายในการส่งเสริมการระดมทุนของบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) พร้อมทั้งปรับโครงสร้างอำนาจการอนุมัติบางประเภทผ่านตลาดหลักทรัพย์ฯ ของประเทศ ซึ่งส่งผลให้ตลาดต่าง ๆ เช่น ACE และ LEAP ซึ่งทำหน้าที่เป็นช่องทางสำคัญสำหรับ SMEs ในการเข้าถึงแหล่งทุน มีบทบาทมากขึ้น และโครงสร้างดังกล่าวยังมีส่วนสนับสนุนให้มาเลเซียมีจำนวน IPO อยู่ในระดับค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาค แม้ว่าขนาดการระดมทุนเฉลี่ยต่อ IPO จะไม่ได้อยู่ในระดับสูงมากนัก ขณะที่ตลาดอินโดนีเซีย มูลค่าการระดมทุน IPO ส่วนใหญ่ มาจากบริษัทในภาคอุตสาหกรรมพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติ (ปี 2566 มูลค่าระดมทุน 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ปี 2567 มีมูลค่า 270 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และปี 2568 มีมูลค่า 485 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ซึ่งสะท้อนความเชื่อมโยงระหว่างกิจกรรม IPO กับภาคเศรษฐกิจจริงของอินโดนีเซียที่มีทรัพยากรธรรมชาติจำนวนมาก รวมถึงนโยบายอุตสาหกรรมเชิงยุทธศาสตร์ของภาครัฐ
ตลาดเวียดนาม การเสนอขายหุ้น IPO ยังไม่มากนักเนื่องจากตลาดทุนอยู่ระหว่างการพัฒนา แต่ในระยะหลังก็พบความเคลื่อนไหวที่เชื่อมโยงกับภาคการเงิน โดยเฉพาะบริษัทหลักทรัพย์ขนาดใหญ่ที่เข้าจดทะเบียนในตลาดและสามารถระดมทุนในมูลค่าสูงในช่วงสองปีที่ผ่านมา ชี้ให้เห็นบทบาทของการพัฒนาภาคการเงินในฐานะแรงขับเคลื่อนสำคัญของการระดมทุนผ่านตลาดหลักทรัพย์ฯ ส่วนตลาดฟิลิปปินส์ พบว่า กิจกรรม IPO มีความเชื่อมโยงเชิงนโยบายกับภาคอุตสาหกรรมพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติ รวมทั้งการโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ จากข้อมูลในช่วงสามปีที่ผ่านมา พบว่า บริษัทที่เข้าจดทะเบียน 5 รายจากทั้งหมด 8 ราย มีความเกี่ยวข้องกับการได้รับสัมปทานจากภาครัฐ อีกทั้งกิจการในบางประเภทหรือสัมปทานในบางรูปแบบ มีมาตรการกำหนดให้บริษัทเอกชนที่ได้รับสิทธิในการดำเนินโครงการต้องกระจายหุ้นต่อสาธารณะในสัดส่วนที่กำหนด
สำหรับตลาดไทย เมื่อพิจารณาในมิติของปัจจัยมหภาค พบว่า อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในช่วงหลังอยู่ในระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอย่างต่อเนื่อง เมื่อเปรียบเทียบกับหลายประเทศในอาเซียน ส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ต้องใช้เงินลงทุนสูงชะลอตัวลง อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นไทยยังมีโอกาสที่จะเห็นบริษัทเข้าจดทะเบียนผ่าน IPO เพิ่มขึ้น เนื่องจากเดือนมกราคมปีนี้ มีบริษัทที่ได้รับการอนุมัติ IPO แล้ว 5 บริษัท และยังมีบริษัทที่อยู่ระหว่างพิจารณา 2 บริษัท รวมถึงที่ยื่นคำขอ IPO (Pre-consult) อีก 38 บริษัท
กล่าวโดยสรุป จากการวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบโครงสร้างตลาด IPO ในกลุ่มประเทศอาเซียนข้างต้น จะเห็นได้ว่า แต่ละประเทศมีแนวนโยบายและกลไกที่แตกต่างกันในการขับเคลื่อนการระดมทุนผ่าน IPO ซึ่งความแตกต่างดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าการเติบโตของตลาด IPO มีผลมาจากภาคเศรษฐกิจจริงและกลไกการสนับสนุนของภาครัฐ
สำหรับบริบทของไทย ความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รวมถึงคณะทำงานขับเคลื่อนเฉพาะด้าน (Task Force) ที่จัดตั้งขึ้น เพื่อบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ได้ดำเนินมาตรการหลายด้านเพื่อส่งเสริมการเติบโตของ IPO และยกระดับคุณภาพบริษัทจดทะเบียน ผ่านโครงการที่สำคัญอย่าง Corporate Value Up และ JUMP+ อีกทั้งยังประสานความร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ภายใต้แนวคิด “BOI to IPO” เพื่อผลักดันบริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรม New Economy ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้าสู่ตลาดทุนไทย ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพของตลาดทุนไทย
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ คือ ภาคเศรษฐกิจจริงของไทยที่มีสัญญาณการขยายตัวสูงขึ้น โดยจากประมาณการของธนาคารแห่งประเทศไทย พบว่าในไตรมาสที่ 4 ปี 2568 เศรษฐกิจไทยขยายตัวมากกว่าที่ประเมินไว้ ซึ่งจะเป็นแรงส่งต่อเนื่องไปยังเศรษฐกิจ ปี 2569 และ ปี 2570 แต่ทั้งนี้ก็มีประเด็นที่ต้องติดตามเกี่ยวกับความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และความผันผวนของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ซึ่งต้องประเมินผลกระทบต่อไป
ตลาดทุนไทยได้รับแรงสนับสนุนจากปัจจัยเศรษฐกิจและปัจจัยเชิงโครงสร้างของตลาดหลักทรัพย์ ทำให้พัฒนาการของตลาดในระยะต่อไปเป็นประเด็นที่น่าติดตาม
ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง
Web : https://www.mitihoon.com/
Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon


























