
มิติหุ้น – ฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) หรือ CGSI ระบุว่า ราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นสร้างแรงกดดันต่อต้นทุนการดำเนินงานของผู้รับเหมา ผ่านค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น ซึ่งกระทบต่ออัตรากำไรขั้นต้น (GPM) โดยเฉพาะโครงการที่มีการกำหนดราคาคงที่ และถึงแม้ว่าโครงการของภาครัฐมักจะมีเงื่อนไขการปรับราคาตามสัดส่วนหรือ K-factor แต่ผู้รับเหมาจะต้องรับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นก่อน 4% จึงจะสามารถส่งผ่านต้นทุนส่วนเพิ่มไปให้กับรัฐบาลได้ ในทางกลับกันโครงการของภาคเอกชนมักมีความยืดหยุ่นมากกว่าในเรื่องของการขอเจรจาแก้ไขสัญญาหรือการส่งผ่านต้นทุนเพิ่มไปให้กับเจ้าของโครงการ
ทั้งนี้ หากราคาน้ำมันพุ่งทะลุ 100 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลนานหกเดือน เชื่อว่าจะกระทบมาร์จินของผู้รับเหมาไทยที่ฝ่ายวิเคราะห์ศึกษาอย่างมีนัยสำคัญ แต่เชื่อว่ายังรับมือได้ โดยผลกระทบจะขึ้นอยู่กับสัดส่วนโครงการและ ความสามารถในการส่งผ่านต้นทุน
ฝ่ายวิเคราะห์ฯ คาดว่า CK จะมี GPM หดตัวน้อยกว่าคู่แข่ง เนื่องจากบริษัทมีสัดส่วนโครงการเอกชนสูงกว่าราว 85% ของยอด backlog ณ สิ้นปี 68 ซึ่งเปิดโอกาสให้ส่งผ่านต้นทุนส่วนเพิ่มได้มากกว่า ในขณะที่ STECON ซึ่งมีสัดส่วนโครงการเอกชนราว 53% อาจเผชิญ GPM ลดลงมากกว่า เนื่องจากสัดส่วนงานภาครัฐที่สูงกว่าและข้อจำกัดด้าน K‑factor ดังนั้น ภายใต้สมมติฐานที่ GPM ของ CK ลดลง 50bp และ STECON ลดลง 80bp คาดว่ากำไรสุทธิปี 69 จะลดลง 7% และ 15% ตามลำดับ
ฝ่ายวิเคราะห์ฯ ระบุด้วยว่า แม้ว่าผู้รับเหมาจะได้รับผลกระทบโดยตรงจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นไม่มากนัก แต่ผลกระทบทางอ้อมจากราคาวัสดุก่อสร้างและค่าจ้างผู้รับเหมาช่วงที่สูงขึ้นจะมีผลกระทบมากกว่า ดังนั้นเมื่อรวมผลกระทบโดยตรงต่อ GPM และผลกระทบทางอ้อมจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นแตะระดับ 100 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล คาดว่ากำไรสุทธิปี 69 ของ CK และ STECON น่าจะลดลงประมาณ 12% และ 25% ตามลำดับ ซึ่ง STECON จะได้รับผลกระทบมากกว่าเนื่องจากมีความสามารถในการส่งผ่านต้นทุนน้อยกว่าและมีสัดส่วนงานก่อสร้างของภาครัฐมากกว่า
ฝ่ายวิเคราะห์ฯ เชื่อว่า การประเมินมูลค่าในปัจจุบันสะท้อนความกังวลของนักลงทุนต่อราคาน้ำมันที่สูงขึ้นแล้ว จึงยังแนะนำให้เพิ่มน้ำหนักการลงทุน (Overweight) กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง โดยเลือก CK เป็นหุ้น Top pick เนื่องจากบริษัทน่าจะมีกำไรแข็งแกร่งกว่าและสามารถส่งผ่านต้นทุนเพิ่มได้ดีกว่าคู่แข่ง อย่างไรก็ตาม มองว่าปัจจัยบวกระยะสั้นมีจำกัด เพราะสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงตึงเครียด ส่วนปัจจัยที่ทำให้เกิด downside risk คือราคาน้ำมันที่ทรงตัวระดับสูง, ราคาวัสดุก่อสร้างและค่าแรงที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งความไม่แน่นอนทาง การเมือง ขณะที่ปัจจัยบวกคือ การที่ความตึงเครียดทางด้านภูมิรัฐศาสตร์เริ่มคลี่คลาย, ราคาน้ำมันลดลง และการเปิดตัวโครงการโครงสร้างพื้นฐานใหม่
ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง
Web : https://www.mitihoon.com/
Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon
























