วันพฤหัสบดี 2 เมษายน 2026
หน้าแรก บทวิเคราะห์

ASPS ชี้ “ทรัมป์” ขู่ถล่มอิหร่านทำตลาดป่วน ดันน้ำมันพุ่ง เตือนไทยรับศึกหนักดีเซลแพงฉุด GDP เสี่ยงภาวะ Stagflation ชูหุ้นปันผลเด่นหลบภัย

20

มิติหุ้น – บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินทิศทางตลาดการลงทุนว่า สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ยืดเยื้อเข้าสู่สัปดาห์ที่ 5 กลับมาสร้างความผันผวนอย่างหนักอีกครั้ง หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แถลงการณ์ผ่านช่วงไพรม์ไทม์จากทำเนียบขาวด้วยท่าทีแข็งกร้าว โดยขู่ว่าจะโจมตีอิหร่านอย่างรุนแรงใน 2-3 สัปดาห์ข้างหน้า หากไม่มีการบรรลุข้อตกลง พร้อมขู่ทำลายโรงไฟฟ้าทุกแห่งและนำพาอิหร่านกลับสู่ยุคหิน ท่าทีดังกล่าวเป็นการทำลายความหวังการยุติสงครามก่อนหน้านี้ ส่งผลให้เกิดแรงเทขายในตลาดหุ้นทั่วโลกและดันให้ราคาน้ำมันดิบ WTI พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วจนยืนเหนือ 102 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

เตือนไทยรับแรงกระแทก ดีเซลพุ่ง 14 บาท เสี่ยงเศรษฐกิจเข้าสู่ Stagflation สำหรับผลกระทบต่อประเทศไทย บล.เอเซีย พลัส ประเมินว่าเริ่มสะท้อนผ่านตัวเลขเงินเฟ้ออย่างชัดเจน โดยราคาน้ำมันดิบ BRENT ในเดือนมีนาคมที่พุ่งขึ้นกว่า 41% ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาน้ำมันดีเซลในประเทศให้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างหนักถึง 14 บาท จาก 29.94 บาท/ลิตร มาอยู่ที่ 44.24 บาท/ลิตร วิกฤตครั้งนี้ถือเป็นความท้าทายอย่างมาก เนื่องจากประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางสูงถึง 52% และขาดดุลการค้าในกลุ่มพลังงานสูงถึง -7.8% ของ GDP ผสานกับการที่รัฐบาลมีข้อจำกัดด้านพื้นที่ทางการคลัง จากสัดส่วนหนี้สาธารณะที่ขยับขึ้นมาสูงถึง 66% ทำให้การนำเม็ดเงินมาอุดหนุนตรึงราคาน้ำมันทำได้ยากขึ้น สภาพัฒน์ (สศช.) ประเมินว่า ราคาน้ำมันดีเซลที่พุ่งขึ้น 14 บาท/ลิตรนี้ จะกดดันให้ GDP ของไทยลดลงถึง 0.28% นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีความเสี่ยงที่จะเผชิญภาวะ Stagflation (เงินเฟ้อพุ่งแต่เศรษฐกิจซบเซา) ซึ่งอาจบีบให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (BOT) ต้องตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ นำไปสู่การชะลอตัวของเศรษฐกิจ คล้ายกับเหตุการณ์สงครามรัสเซีย-ยูเครนในปี 2022

มองข้ามช็อต! สัญญาณบวกซ่อนอยู่ ชูกลยุทธ์กำเงินสด 30% ดักเก็บหุ้นปันผล อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความตื่นตระหนก ฝ่ายวิจัยพบสัญญาณเชิงบวกบางอย่างที่บ่งชี้ว่าความตึงเครียดของสงครามเริ่มมีสัญญาณผ่อนคลายลง ได้แก่:

  1. ราคาน้ำมันดิบ BRENT เริ่มปรับตัวลงมาเข้าใกล้ WTI มากขึ้น (ส่วนต่างลดลงจาก 10 เหรียญ เหลือ 4.4 เหรียญ)
  2. สัญญาน้ำมันฟิวเจอร์สสิ้นปีปรับตัวลงเร็วเข้าสู่ภาวะ Backwardation และวิ่งเข้าใกล้ช่วงก่อนเกิดสงคราม
  3. ราคาหุ้นกลุ่มค้าอาวุธทยอยปรับตัวลดลงต่อเนื่องตั้งแต่เริ่มสงคราม

กลยุทธ์การลงทุนในสภาวะตลาดที่ยังมีความผันผวน บล.เอเซีย พลัส แนะนำให้ ถือเงินสด 30% และทยอยสะสม หุ้นปันผลสูง ที่ราคาปรับตัวลงมาลึกจากปัจจัยภายนอก เพื่อเป็นเกราะป้องกันพอร์ตการลงทุน โดยแนะนำหุ้น CPF, ICHI, PTT, OR, NER, GULF, BGRIM, GUNKUL, KTB และ BBL และให้หุ้น GULF, PR9 และ CBG เป็น Prime Picks ประจำวัน

(ประเด็นการลงทุนต่างประเทศเพิ่มเติม: แนะนำลงทุนในกลุ่มชิปหน่วยความจำ (Memory) ที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งอย่างมาก จากราคาชิป DRAM ที่พุ่งขึ้น 608% YoY และยอดส่งออกของเกาหลีใต้ที่โตกว่า 322% YoY แนะนำเก็งกำไรผ่าน DR: MICRON01 (หรือ MICRON80) และ DR: ASEMI24 รวมถึงแนะนำหุ้น MINISO (9896 HK) ที่รายงานกำไรและรายได้ไตรมาส 4/25 เติบโตอย่างแข็งแกร่ง หนุนจากยอดขายในจีนและกระแสกล่องสุ่ม Art Toy อย่างแบรนด์ TOP TOY ที่เติบโตถึง +112% YoY)

ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

Web : https://www.mitihoon.com/
Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon