วันอังคาร 7 เมษายน 2026
หน้าแรก บทวิเคราะห์

ASPS ชี้ตลาด “ชินชา” คำขู่สงคราม จับตาเส้นตายสหรัฐฯ ถล่มอิหร่าน เตือนวิกฤตดีเซลไทยทะลุ 50 บาท ฉุด GDP ร่วง ชูหุ้นรับอานิสงส์สงครามสงบ

13

มิติหุ้น – บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินภาพรวมตลาดการลงทุนทั่วโลกกำลังอยู่ในสภาวะ “WAIT & SEE” เพื่อรอดูความชัดเจนของสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ยืดเยื้อเข้าสู่วันที่ 38 แม้ในช่วงวันหยุดยาวที่ผ่านมาจะมีความพยายามจากหลายประเทศตัวกลาง (เช่น ปากีสถาน อียิปต์ ตุรกี) ในการผลักดันข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว 45 วัน แต่อิหร่านได้ปฏิเสธและยืนกรานที่จะยุติสงครามแบบถาวร ส่งผลให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ส่งสัญญาณขีดเส้นตายยกระดับการโจมตีอิหร่านเร็วที่สุดในวันที่ 8 เม.ย. นี้ เวลา 7.00 น. (ตามเวลาประเทศไทย) เพื่อกดดันให้อิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางคำขู่ที่กลับไปกลับมา ตลาดการเงินเริ่มมีอาการ “ชินชา” โดยตลาดหุ้นสหรัฐฯ อย่าง S&P500 สามารถปรับตัวบวกขึ้นได้ 4 วันติดต่อกัน (+4.2%) ซึ่งเป็นการบวกในทุกกลุ่มอุตสาหกรรม ยกเว้นเพียงกลุ่มพลังงานที่ปรับตัวลดลง ขณะที่ฝั่งผู้ผลิตน้ำมันอย่างกลุ่ม OPEC+ มีมติช่วยบรรเทาสถานการณ์โดยการเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันอีก 2.06 แสนบาร์เรล/วัน ในเดือน พ.ค. 2569

ดีเซลทะลุ 50 บาท ทุบต้นทุนพุ่ง-ฉุด GDP ไทยร่วง 0.4% สำหรับผลกระทบต่อเศรษฐกิจประเทศไทย แหล่งข้อมูลเตือนถึงวิกฤตด้านต้นทุนพลังงานอย่างหนัก หลังราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศปรับตัวพุ่งสูงขึ้นตามทิศทางน้ำมันดิบโลก โดยล่าสุด ราคาน้ำมันดีเซล (ไฮดีเซล S) ได้ทะลุระดับ 50.54 บาทต่อลิตรไปแล้ว ซึ่งเป็นการปรับขึ้นรวมกว่า 20.41 บาท ขณะที่แก๊สโซฮอล์ 95 ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 43.95 บาทต่อลิตร การปรับขึ้นราคาพลังงานอย่างรุนแรงนี้ ได้ส่งผ่านภาระต้นทุนไปยังภาคการขนส่ง โลจิสติกส์ และภาคอุตสาหกรรม ซึ่งท้ายที่สุดจะผลักภาระไปยังผู้บริโภคผ่านราคาสินค้าที่แพงขึ้น คาดว่าจะดันให้อัตราเงินเฟ้อเดือน มี.ค. 2569 เร่งตัวขึ้นเป็น +0.20% YoY (จากเดิม -0.88%) และประเมินว่าวิกฤตน้ำมันแพงระลอกนี้จะสร้างผลกระทบเชิงลบฉุดรั้งให้ GDP ของไทยลดลงถึง 0.4% เพื่อรับมือกับปัญหาดังกล่าว รัฐบาลได้คลอด 2 มาตรการเร่งด่วน ได้แก่:

  1. ลดภาษีสรรพสามิตดีเซล 1 บาท/ลิตร เป็นเวลา 30 วัน (เริ่มสัปดาห์ที่ 2 ของ เม.ย.)
  2. คุมเพดานค่าการตลาดโรงกลั่น ให้เฉลี่ยไม่เกิน 2.45 บาทต่อลิตร (หากเกินต้องส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯ) ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเห็นผลในการคำนวณราคาใหม่ช่วงวันที่7-10 เม.ย. นี้

ด้านนโยบายการเงิน คาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะ คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 1.0% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 เพื่อรอดูสถานการณ์ เนื่องจากเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้นเกิดจากต้นทุนพลังงาน (Cost-Push Inflation) การขึ้นดอกเบี้ยจะไม่สามารถแก้ปัญหาได้ แต่จะยิ่งซ้ำเติมเศรษฐกิจที่กำลังชะลอตัว

กลยุทธ์การลงทุน: ดักเก็บหุ้น De-escalation – สัญญาณบวกกลุ่มชิป ในสภาวะที่ตลาดไม่ค่อยตอบสนองต่อประเด็นความตึงเครียดของสงครามเท่าอดีต แหล่งข้อมูลประเมินว่าตลาดหุ้นไทยวันนี้อาจถูกกดดันจากแรงขายในหุ้นกลุ่มน้ำมัน เพื่อรอดูประเด็นการปรับโครงสร้างพลังงานของรัฐบาล บล.เอเซีย พลัส แนะนำกลยุทธ์ทยอยสะสมหุ้นกลุ่ม “DE-ESCALATION” (หุ้นที่จะได้อานิสงส์หากความตึงเครียดคลี่คลาย) ได้แก่ BDMS, BH, ERW, BBL, KTB, CBG และ ICHI รวมถึงกลุ่ม Soft Commodity เช่น CPF และ NER โดยมีหุ้น Prime Picks ประจำวันคือ TRUE, ERW และ BBL

(ประเด็นการลงทุนต่างประเทศเพิ่มเติม: แหล่งข้อมูลรายงานถึงหุ้น SAMSUNG ELECTRONICS ที่ประกาศงบไตรมาส 1/26 ดีกว่าคาดการณ์อย่างมีนัยสำคัญ โดยกำไรจากการดำเนินงานพุ่งขึ้นถึง +754% YoY รับอานิสงส์ราคาชิป DRAM ขาขึ้น ซึ่งจะเป็น Sentiment เชิงบวกต่อกลุ่ม Memory ทั่วโลก นอกจากนี้ แนะนำหุ้น ANHEUSER-BUSCH INBEV ซึ่งแม้คาดยอดขายไตรมาสแรกจะอ่อนแอ แต่จะได้แรงหนุนเชิงบวกจากการแข่งขันฟุตบอลโลกในไตรมาส 2 และ 3 ของปีนี้)

ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

Web : https://www.mitihoon.com/
Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon