มิติหุ้น – ฮั่วเซ่งเฮง ประเมินว่าสถานการณ์การสู้รบระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านในช่วงเวลานี้ กำลังพัฒนาไปสู่ “เกมกดดันเชิงยุทธศาสตร์” ทั้งยืดเยื้อและซับซ้อนเกินกว่าที่ตลาดประเมินไว้ โดยเฉพาะประเด็น “เส้นตาย” ที่ถูกเลื่อนเวลาออกไปครั้งแล้วครั้งเล่า จนกลายเป็นสัญญาณว่า ความขัดแย้งและการเจรจาจะยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ในเวลาอันใกล้นี้
แม้ก่อนหน้านี้จะมีข้อเสนอหยุดยิงชั่วคราวเป็นเวลา 45 วัน จากกลุ่มประเทศผู้ไกล่เกลี่ย แต่แนวคิดดังกล่าวกลับไม่ได้รับความเห็นชอบจากสหรัฐฯ และอิหร่านแต่อย่างใด โดยล่าสุดทั้งสองฝ่ายสามารถบรรลุข้อตกลงหยุดยิงได้เพียง 2 สัปดาห์ เพื่อเปิดทางการเจรจาและเปิดช่องแคบฮอร์มุซบางส่วน ซึ่งช่วยลดแรงกดดันในตลาดพลังงานและทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวลง ขณะที่ตลาดหุ้นปรับตัวได้ดีขึ้น สะท้อนว่านักลงทุนเริ่มประเมินถึงสถานการณ์ที่ยังไม่บานปลายในระยะสั้น ทั้งนี้ ข้อตกลงดังกล่าวยังคงมีความเปราะบาง และมีความเสี่ยงที่จะล้มเหลวได้ทุกเมื่อ หากการเจรจาไม่สามารถหาข้อยุติได้
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญกลับอยู่ที่ “พฤติกรรมของตลาดการเงิน” มากกว่าตัวข่าวเอง แม้กระแสข่าวจะออกมาอย่างต่อเนื่องและเต็มไปด้วยความตึงเครียด แต่ราคาน้ำมันกลับไม่ได้ปรับตัวขึ้นรุนแรงเหมือนในอดีต โดยยังเคลื่อนไหวในกรอบจำกัด สะท้อนว่านักลงทุนเริ่ม “ปรับตัว” และลดระดับความตื่นตระหนกลง
ในตลาดหุ้น ภาพรวมยังคงมีแรงซื้อสะสมในสินทรัพย์พื้นฐานดีในช่วงที่ตลาดปรับฐาน ทำให้บรรยากาศการลงทุนยังไม่เข้าสู่ภาวะหลีกเลี่ยงความเสี่ยงเต็มตัว และช่วยจำกัดแรงไหลเข้าสินทรัพย์ปลอดภัยในระยะสั้น ส่งผลให้ตลาดยังคงมีแรงพยุงอยู่ในระดับหนึ่ง
ขณะเดียวกัน ตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และค่าเงินดอลลาร์ยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่นักลงทุนต้องติดตาม หากความขัดแย้งถูกยกระดับและทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นจริง อัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ อาจกลับมาเร่งตัว ซึ่งจะทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ ต้องชะลอการลดดอกเบี้ย และผลักดันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรให้ทรงตัวในระดับสูง ทั้งอาจส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าและจำกัดการปรับตัวขึ้นของสินทรัพย์ปลอดภัยในระยะสั้น
เกมนี้ “ทรัมป์” อาจไม่มีทางถอย
นูริเอล รูบินี นักเศรษฐศาสตร์และศาสตราจารย์ชาวอเมริกันเชื้อสายยิว–อิหร่าน ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในฉายา “ดร.ดูม” (Dr. Doom) จากการทำนายวิกฤติซับไพรม์ (Subprime mortgage crisis) ในสหรัฐอเมริกา เมื่อปี 2008 ได้วิเคราะห์ผ่าน Bloomberg Television ว่าสถานการณ์ในปัจจุบันอาจเดินมาถึง “จุดที่สหรัฐฯไม่มีทางถอย” นอกจากนี้ รูบินียังได้ประเมินว่า ทรัมป์มีทางเลือกหลักเพียง 2 ทาง ได้แก่
1) “ลดระดับความรุนแรง” เข้าสู่โหมดการหยุดยิง ซึ่งแม้ดูเหมือนเป็นทางออก แต่กลับมีความเสี่ยงสูง เพราะทางเลือกนี้อาจเปิดโอกาสให้อิหร่านฟื้นกำลังทางทหาร เสริมศักยภาพอาวุธนิวเคลียร์ และเพิ่มอิทธิพลเหนือช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก อีกทั้งการยุติสงครามจะนำมาซึ่งการที่ทรัมป์อาจเผชิญกับความพ่ายแพ้อย่างย่อยยับในการเลือกตั้งกลางเทอม (Midterm Elections) ซึ่งจะจัดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2026 ทั้งในเวทีสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา เนื่องจากประชาชนจะมองว่าการตัดสินใจเริ่มสงครามของทรัมป์ในครั้งนี้ คือความล้มเหลวของรัฐบาล
2) “ยกระดับการโจมตีเพื่อจบเกม” (escalate and finish the job) รูบินีประเมินว่ามีความเป็นไปได้สูงถึง 67% ที่สหรัฐฯ จะเลือกใช้วิธีนี้และมีโอกาสชนะมากกว่าแพ้ โดยให้เหตุผลว่า อิหร่านคือภัยคุกคามโดยตรงต่ออิสราเอล ยุโรป เอเชีย และสหรัฐฯ ทำให้มีความจำเป็นต้องบุกยึดเกาะคาร์ก (Kharg Island) ของอิหร่าน ด้วยการโจมตีอย่างหนักหน่วงและต่อเนื่องหลายสัปดาห์ รวมถึงการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อกดดันให้อิหร่านอยู่ในภาวะล่มสลาย ซึ่งจะทำให้สหรัฐฯ บรรลุเป้าหมายโดยสมบูรณ์
ทั้งนี้ หากสถานการณ์พัฒนาไปในทิศทางของการยกระดับความรุนแรง ในระยะสั้นราคาน้ำมันอาจมีโอกาสพุ่งทะลุ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากความเสี่ยงต่อเส้นทางขนส่งพลังงาน แต่ในระยะยาวหากความขัดแย้งสิ้นสุดลงและภูมิภาคกลับสู่เสถียรภาพ ตลาดพลังงานอาจค่อย ๆ กลับเข้าสู่ความสมดุล
ในทางกลับกัน หากสหรัฐฯ เลือกที่จะถอยหรือไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ โอกาสที่อิหร่านจะปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และอาจผลักดันเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะ “เงินเฟ้อสูงแต่เศรษฐกิจชะลอตัว” (Stagflation) ซึ่งคล้ายกับวิกฤตในช่วงทศวรรษ 1970
“ทองคำกำลังปรับฐาน ลุ้นกลับตัวขาขึ้น หากสงครามคลี่คลายในเร็วๆ นี้”
ในจังหวะที่ตลาดการเงินทั่วโลกยังถูกกดดันจากภาวะสงคราม ซึ่งหนุนให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น โดยเคลื่อนไหวอยู่เหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ยิ่งสะท้อนถึงภาวะเงินเฟ้อที่อาจเกิดขึ้นในระยะเวลาอันสั้น แม้ว่าก่อนหน้านี้ นักลงทุนต้องเผชิญกับ “แรงเทขายทองคำในช่วงวิกฤต” ไปพอสมควรแล้ว โดยเฉพาะการปรับตัวลงอย่างรุนแรง ซึ่งกดราคาลงไปแตะระดับต่ำสุดบริเวณ 4,100 ดอลลาร์
ทั้งนี้ ฮั่วเซ่งเฮง วิเคราะห์ว่าระดับดังกล่าวถือเป็น “จุดเปลี่ยนเชิงเทคนิค” ที่สำคัญ เนื่องจากเป็นแนวรับของเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วัน (SMA 200 วัน) และเริ่มเห็นแรงซื้อกลับเข้ามาอย่างชัดเจน สะท้อนว่านักลงทุนระยะกลางถึงยาวเริ่มกลับเข้าสะสมทองคำอีกครั้ง สัญญาณเชิงบวกที่น่าสนใจ คือโครงสร้างราคาที่เริ่ม “จุดต่ำยกสูงขึ้น” อย่างต่อเนื่อง บ่งชี้ว่าฝั่งขายเริ่มอ่อนแรง ขณะที่แรงซื้อค่อย ๆ กลับมาเป็นลำดับ
จุดสำคัญเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 31 มีนาคมที่ผ่านมา ราคาทองคำสามารถดีดตัวขึ้นแรงและ “ทะลุเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 100 วัน (SMA 100 วัน)” ได้สำเร็จ ซึ่งถือเป็นสัญญาณบวกในเชิงโมเมนตัม แต่นักลงทุนยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ว่าราคาจะสามารถ “ยืนเหนือระดับดังกล่าวได้อย่างมั่นคง” หรือไม่?
ราคาทองคำในตลาดโลก
แนวต้าน 4,800 / 5,000 ดอลลาร์ โดยมีเป้าหมายหลักที่ 5,200 ดอลลาร์
แนวรับ 4,300 / 4,100 ดอลลาร์
ราคาทองคำแท่ง ภายในประเทศ
แนวต้าน 73,500 / 75,500 บาท และ 77,500 บาท
แนวรับ 67,000 / 65,000 บาท
ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง
Web : https://www.mitihoon.com/
Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

























