
มิติหุ้น – บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินทิศทางตลาดการลงทุนว่ามีความขัดแย้งกับสถานการณ์โลกเสมือนอยู่คนละพหุภพ (Multiverse) แม้จะมีความตึงเครียดในตะวันออกกลางเพิ่มขึ้น จากกรณีที่อิสราเอลโจมตีเลบานอน และอิหร่านสั่งปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ซึ่งสร้างความผันผวนให้ราคาน้ำมัน แต่ดัชนีตลาดหุ้นกลับไม่ได้ตอบรับกระแสสงครามมากนัก โดยดัชนี S&P500 ปรับตัวขึ้นติดต่อกันเป็นวันที่ 7 รวมกว่า 7.58% ส่วนดัชนี SET ของไทยก็ปรับบวก 2.9% MTD สาเหตุหลักมาจากตลาดเริ่มเห็นความพยายามเข้าสู่ “เฟสเจรจา” ทำให้เกิดความคาดหวังว่าสถานการณ์จะคลี่คลายลง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ WTI ไม่ทำจุดสูงสุดใหม่และปิดใกล้ระดับ 98 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ส่วนต่าง (Spread) ของราคาน้ำมันล่วงหน้าระยะสั้นและระยะยาวเริ่มแคบลงอย่างเห็นได้ชัด จากที่เคยห่างกันถึง 37 เหรียญ ลงมาเหลือ 16.65 เหรียญ สิ่งที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดคือ การเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านในวันที่ 11 เม.ย. นี้ ที่กรุงอิสลามาบัด ประเทศปากีสถาน รวมถึงการเจรจาระหว่างอิสราเอลและเลบานอนในสัปดาห์หน้า
ธปท. ส่งสัญญาณไม่รีบขึ้นดอกเบี้ย – ลุ้น ครม.นัดพิเศษอัดฉีดเศรษฐกิจ สำหรับผลกระทบต่อเศรษฐกิจประเทศไทย การปรับขึ้นของต้นทุนพลังงานจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นปัจจัยกดดันหลัก ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ประเมินฉากทัศน์ไว้ 2 กรณี คือ หากสงครามยืดเยื้อถึงกลางปี จะกดดันให้ GDP ไทยเหลือเพียง 1.3% และเงินเฟ้อพุ่งสูงถึง 3.5% แต่หากสงครามจบเร็ว (หยุดยิงภายใน 2 สัปดาห์) จะช่วยให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้ในไตรมาส 2 โดย GDP จะอยู่ที่ 1.7% และเงินเฟ้อชะลอลงมาที่ 2.5% ซึ่งฝ่ายวิจัยประเมินว่ากรณีหลังมีความเป็นไปได้มากกว่า
ภายใต้แรงกดดันจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ธปท. ได้ส่งสัญญาณชัดเจนว่าจะ “ไม่รีบปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย” เพื่อสกัดเงินเฟ้อ เนื่องจากเงินเฟ้อไทยยังคงติดลบติดต่อกันมา 12 เดือน ซึ่งแตกต่างจากประเทศอื่น การไม่ขึ้นดอกเบี้ยจะช่วยประคองเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวเปราะบาง ไม่ให้เป็นการเพิ่มภาระต้นทุนแก่ภาคธุรกิจและประชาชน นอกจากนี้ ในวันที่ 11 เม.ย. รัฐบาลเตรียมจัดประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ เพื่อผลักดันมาตรการบรรเทาผลกระทบเร่งด่วน โดยมุ่งเน้นไปที่การแก้ปัญหาน้ำมันแพงผ่านการรื้อโครงสร้างราคาหน้าโรงกลั่นและค่าการตลาด ควบคู่ไปกับการออกมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อ ได้แก่ โครงการคนละครึ่ง พลัส, การเพิ่มเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็น 400 บาท, การปล่อย Soft Loan 1 หมื่นล้านบาทเพื่อช่วย SME, และการทบทวนนโยบายฟรีวีซ่า เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว
กลยุทธ์การลงทุน: ตามรอยผู้บริหารแห่เก็บหุ้น ชู 10 บริษัทพื้นฐานแกร่ง ในสภาวะที่ตลาดยังมีความไม่แน่นอน บล.เอเซีย พลัส ชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของฝั่งผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนไทย ที่เข้ามาช่วยพยุงตลาดด้วยการแห่ซื้อหุ้นคืนอย่างหนาแน่น โดยตั้งแต่ต้นปี (YTD) มีเม็ดเงินผู้บริหารซื้อหุ้นสะสมรวมกว่า 4.35 พันล้านบาท ซึ่งกว่า 3 พันล้านบาทเกิดขึ้นในช่วงหลังเกิดสงคราม ฝ่ายวิจัยแนะนำให้สะสมหุ้นใหญ่พื้นฐานดีที่ผู้บริหารเข้าซื้ออย่างโดดเด่นในปีนี้ ซึ่งคาดว่าจะมีความผันผวนต่ำและให้ผลตอบแทนดีกว่าตลาด (Outperform) นำโดย BDMS (มียอดซื้อกว่า 2.19 พันล้านบาท ต้นทุนเฉลี่ย 18.68 บาท) ตามด้วย GULF, CK, HANA, KCE, CBG, BEM, BCH, STA และ BH และให้หุ้น Prime Picks ประจำวันคือ ERW, CK และ ICHI
ประเด็นการลงทุนต่างประเทศเพิ่มเติม: แนะนำเก็งกำไรใน DR: UNIQLO80 (บริษัท FAST RETAILING) หลังประกาศผลการดำเนินงานครึ่งปีแรกดีที่สุดเป็นประวัติการณ์ พร้อมปรับเพิ่มประมาณการกำไรและเงินปันผลทั้งปีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงมีมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นสายการบิน DELTA AIR LINES (DAL US) ที่รายงานกำไรและรายได้ไตรมาส 1 แข็งแกร่งกว่าคาด สะท้อนถึงอุปสงค์การเดินทางที่ยังคงแข็งแรงมาก
ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง
Web : https://www.mitihoon.com/
Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon


























