วันอังคาร 29 กันยายน 2026

BLUEBELL : ทิศทางการลงทุนโค้งสุดท้ายปี 2026 ฝ่าด่านเงินเฟ้อ-ดอกเบี้ยขาขึ้น พร้อมเปิดกลยุทธ์บาลานซ์พอร์ตรับเศรษฐกิจแกร่ง

มิติหุ้น – Q4/2026 Hiking Into Strength

4 ปัจจัยเสี่ยงสำคัญในไตรมาส Q4 2026ที่อาจทำให้ตลาดผันผวน

เงินเฟ้อที่ยังคงสูงกว่าเป้าหมาย

สิ่งที่สะท้อนจากงาน Jackson Hole และการประชุม FOMC ล่าสุด คือ Fed ยังคงให้น้ำหนักกับเงินเฟ้อเป็นปัจจัยสำคัญ และพร้อมพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย หากเงินเฟ้อยังคงอยู่สูงกว่าเป้าหมายที่ระดับ 2%

ปัจจุบันแรงกดดันด้านเงินเฟ้อมีลักษณะแตกต่างจากปี 2022 โดยเงินเฟ้อ PCE ล่าสุดมีแรงขับเคลื่อนจากฝั่ง Supply เป็นหลัก ขณะที่เงินเฟ้อ CPI ได้รับแรงกดดันสำคัญจากราคาพลังงาน โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น นอกจากนี้ เงินเฟ้อในหมวดอื่น ๆ ยังอยู่เหนือระดับ 2% เช่น ค่ารักษาพยาบาล ค่าเช่าที่อยู่อาศัย และค่าซ่อมยานพาหนะ ส่งผลให้เงินเฟ้อภาคบริการที่ไม่รวมพลังงานยังคงอยู่ในระดับประมาณ 3%

หลังจาก Fed ปรับขึ้นดอกเบี้ย 25 bps ในการประชุมเดือน ก.ย. เรามองว่านักลงทุนน่าจะเริ่มปรับตัวและคุ้นชินกับจุดยืนที่ค่อนข้าง Hawkish ของประธาน Fed คนใหม่ ซึ่งให้ความสำคัญกับการควบคุมเงินเฟ้อเป็นอันดับแรกในปัจจุบันเนื่องจากตลาดแรงงานที่ยังคงอยู่ในระดับ Moderate อย่างไรก็ตาม เรามองว่าในกรณี Worst Case Fed อาจมีข้อจำกัดในการปรับขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง เนื่องจากเงินเฟ้อในรอบนี้มีแรงขับเคลื่อนจากฝั่ง Supply เป็นสำคัญ ทำให้การใช้นโยบายการเงินอาจมีประสิทธิผลจำกัด

ดังนั้น หาก Fed ปรับขึ้นดอกเบี้ยมากเกินไป อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการชะลอตัวของเศรษฐกิจโดยไม่สามารถแก้ไขต้นเหตุของเงินเฟ้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ เราจึงมองว่า Fed น่าจะระมัดระวังไม่ให้การดำเนินนโยบายการเงินสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจมากเกินไป

Source : MacroMicro As of SEP

ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุนมิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

Midterm Election

การเลือกตั้งกลางเทอมที่นักลงทุนควรจับตาใน Q4 2026

สหรัฐฯ กำลังเข้าสู่การเลือกตั้งกลางเทอมในวันที่ 3 พ.ย. 2026 ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่อาจเพิ่มความผันผวนให้กับตลาดในช่วง Q4 โดยเฉพาะเมื่อประเด็นด้านค่าครองชีพ ราคาพลังงาน และนโยบายการค้ากำลังได้รับความสนใจจากประชาชน ขณะที่การเลือกตั้งครั้งนี้ถูกจับตาในฐานะบททดสอบสำคัญต่อรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ในช่วงครึ่งหลังของวาระที่สอง

ประเด็นที่ตลาดให้ความสำคัญคือเรื่อง Cost of Living โดยเฉพาะราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นจาก Supply Shock ที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ขณะเดียวกัน ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และแคนาดายังเป็นอีกปัจจัยที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของรัฐทางตอนเหนือ ซึ่งมีความเชื่อมโยงทางการค้ากับแคนาดาค่อนข้างสูง โดยราคาพลังงานและค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น รวมถึงผลกระทบจากมาตรการภาษี กำลังกลายเป็นประเด็นสำคัญก่อนการเลือกตั้ง  อย่างไรก็ตาม หากมองในมุมของตลาดหุ้น สิ่งที่น่าสนใจคือ ประวัติศาสตร์ของตลาดในช่วง Midterm Election โดยข้อมูลของ BlackRock พบว่า ปีที่มีการเลือกตั้งกลางเทอมมักเป็นช่วงที่ตลาดหุ้นมีผลตอบแทนเฉลี่ยต่ำกว่าปีเลือกตั้งประเภทอื่น โดยตั้งแต่ปี 1970 S&P 500 ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 7.5% ในปี Midterm เทียบกับ 12.3% ในปีทั่วไป ขณะเดียวกัน ตลาดมักมีแนวโน้มฟื้นตัวหลังผ่านพ้นความไม่แน่นอนของการเลือกตั้ง โดย S&P 500 มีผลตอบแทนเฉลี่ย 14.1% ในช่วง 6 เดือนหลังการเลือกตั้งกลางเทอม

ดังนั้น ความเสี่ยงสำคัญในช่วง Q4 อาจไม่ได้อยู่ที่ “ผลการเลือกตั้ง” เพียงอย่างเดียว แต่รวมถึง ความไม่แน่นอนก่อนการเลือกตั้งและการ Repricing ของตลาดต่อนโยบายเศรษฐกิจ โดยเฉพาะนโยบายด้านการค้า พลังงาน และการคลัง ซึ่งอาจทำให้ตลาดมีความผันผวนมากขึ้นในระยะสั้น สำหรับนักลงทุนระยะยาว เรามองว่าประเด็นดังกล่าวไม่ควรเป็นเหตุผลเพียงอย่างเดียวในการลดพอร์ตหรือขายสินทรัพย์ที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแรง เนื่องจากข้อมูลในอดีตสะท้อนว่า การพยายามปรับพอร์ตตามความไม่แน่นอนทางการเมืองอาจทำให้พลาดช่วงฟื้นตัวของตลาดได้ โดย BlackRock พบว่าการลงทุนตามมุมมองทางการเมืองและการลดพอร์ตการลงทุนในช่วงที่มีการเลือกตั้งกลางเทอม ส่งผลให้ผลตอบแทนระยะยาวต่ำกว่าการลงทุนต่อเนื่องอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น ในช่วงก่อน Midterm Election นักลงทุนอาจต้องเผชิญกับความผันผวนที่เพิ่มขึ้น แต่สำหรับผู้ลงทุนระยะยาว การรักษาวินัยในการลงทุนและให้น้ำหนักกับปัจจัยพื้นฐานของสินทรัพย์ มากกว่าการปรับพอร์ตตามกระแสการเมือง อาจเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับบทเรียนจากข้อมูลในอดีต

Source : BlackRock, Bloomberg. Stocks are represented by the S&P 500 Index. Past performance is no guarantee of future results. It is not possible to invest directly in an index.

Bond Yields

อัตราผลตอบแทนพันธบัตร ระดับสูง โจทย์ใหญ่ที่ตลาดหุ้นหนีไม่พ้น

ในช่วงที่ผ่านมา อีกหนึ่งประเด็นที่ตลาดให้ความสำคัญอย่างมาก คือการปรับตัวขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ โดยเฉพาะ Bond Yield 10 ปีที่ปรับตัวขึ้นมาอยู่ในระดับสูง ซึ่งถือเป็นปัจจัยกดดันสำคัญต่อตลาดหุ้น เนื่องจากทำให้ต้นทุนเงินสูงขึ้นและเพิ่ม Discount Rate ที่ใช้ในการประเมินมูลค่าหุ้น

ในเชิงสถิติ เมื่อ Bond Yield 10 ปี ปรับตัวขึ้นเหนือระดับ 5% ตลาดหุ้นสหรัฐฯ มักเผชิญกับแรงกดดัน โดย S&P 500 เคยให้ผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ -4% ในช่วงดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าทุกครั้งที่ Bond Yield สูงกว่า 5% ตลาดหุ้นจะปรับตัวลงเสมอไป โดยในปี 2006 Bond Yield 10 ปี ปรับตัวขึ้นเหนือ 5% และทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่องถึงกลางปี 2007 ซึ่งเป็นช่วงปลายวัฏจักรการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ขณะที่ในปี 2023 Bond Yield 10 ปี ก็ปรับตัวขึ้นทะลุ 5% และกดดันตลาดหุ้นในระยะสั้น ก่อนที่ตลาดจะฟื้นตัวได้ในช่วง 6–12 เดือนถัดมา

สำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน เรามองว่าแรงกดดันต่อ Bond Yield มาจากหลายปัจจัย ทั้งการเพิ่มขึ้นของ Term Premium การที่ประธาน Fed คนใหม่ลด Forward Guidance ต่อทิศทางดอกเบี้ยในอนาคต รวมถึงปริมาณการออกหุ้นกู้ Investment Grade ที่เพิ่มขึ้นจากกลุ่ม Hyperscaler เพื่อรองรับการลงทุนด้าน AI ทำให้นักลงทุนต้องการผลตอบแทนที่สูงขึ้นเพื่อชดเชยความเสี่ยงในการถือครองพันธบัตรระยะยาว

อย่างไรก็ตาม เรามองว่าสถานการณ์ในปัจจุบันแตกต่างจากปี 2022 อย่างมีนัยสำคัญ แม้ Fed จะมีแนวโน้มปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ แต่เราคาดว่าการปรับขึ้นอาจเกิดขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไปมากกว่าการขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องหลายครั้งเหมือนในช่วงที่มีการเร่งตัวของ Money Supply และเงินเฟ้อจากฝั่ง Demand ในปี 2022

สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้ Bond Yield จะอยู่ในระดับสูง แต่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงสามารถทำ All-Time High ได้ต่อเนื่อง โดย S&P 500 ปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 11.23% YTD ขณะที่ EPS Growth ยังคงเติบโตในวงกว้าง

ในทางกลับกัน Valuation ของ S&P 500 ได้ปรับตัวลงจากปีก่อนหน้า เนื่องจากการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียนสามารถรองรับการปรับขึ้นของราคาหุ้นได้บางส่วน จึงทำให้ตลาดในปัจจุบันมีแรงขับเคลื่อนจาก Earnings Growth มากกว่าการขยายตัวของ Valuation

ดังนั้น แม้ Bond Yield ที่อยู่ในระดับสูงจะยังเป็นปัจจัยกดดันสำคัญและอาจทำให้ตลาดหุ้นมีความผันผวนเพิ่มขึ้น แต่หากกำไรของบริษัทจดทะเบียนยังสามารถเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งและ Broad-based ตลาดหุ้นอาจยังสามารถรองรับระดับดอกเบี้ยที่สูงขึ้นได้ โดยประเด็นที่ต้องติดตามจึงอยู่ที่ว่า Bond Yield จะปรับขึ้นเร็วเพียงใด และการเพิ่มขึ้นของต้นทุนทางการเงินจะเริ่มส่งผลกระทบต่อ Earnings Growth เมื่อใด

Source : MacroMicro As of 1/07/2020 – 01/07/2026 Source: Bloomberg Finance, L.P., Julius Baer. Past performance and performance forecasts  are not reliable indicators of future results. The return may increase or decrease as a result of currency fluctuations.

ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุนมิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

Strong Tailwinds, Bumpy Road

พื้นฐานบริษัทจดทะเบียนแข็งแกร่ง แต่ปัจจัยมหภาคยังกดดันในระยะสั้น

ในปัจจุบัน สิ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือ นักลงทุนเริ่มให้ความสำคัญกับปัจจัยด้านมหภาคมากขึ้น โดยเฉพาะความกังวลเกี่ยวกับราคาพลังงานที่ยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งอาจส่งผลให้ทิศทางนโยบายการเงินเปลี่ยนจากการลดดอกเบี้ยกลับมาเป็นการขึ้นดอกเบี้ยได้ภายในระยะเวลาอันสั้น หลังจาก Fed เพิ่งเริ่มลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วงเดือน ธ.ค. 2025

ขณะเดียวกัน ธนาคารกลางในหลายภูมิภาคก็มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยก่อนที่ Fed จะกลับมาดำเนินนโยบายที่เข้มงวดขึ้น อย่างไรก็ตาม แม้ภาวะการเงินจะตึงตัวมากขึ้น แต่ภาพรวมเศรษฐกิจโลกยังไม่ได้ชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ โดย Global PMI Diffusion Index ที่อยู่ในระดับ 70.21% สะท้อนว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศส่วนใหญ่ยังสามารถขยายตัวได้ต่อเนื่อง

ภาพดังกล่าวสะท้อนว่า แม้เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานและนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น แต่พื้นฐานเศรษฐกิจในหลายประเทศยังคงแข็งแกร่งเพียงพอ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงของการเข้าสู่ภาวะ Recession ในระยะข้างหน้า

หากกลับมามองที่สหรัฐฯ จะเห็นว่าเศรษฐกิจโดยรวมยังคงอยู่ในระดับที่แข็งแกร่ง โดยในการประชุม Fed ล่าสุด มีการปรับประมาณการ Real GDP Growth ปี 2026 เพิ่มขึ้นจาก 2.2% เป็น 2.3% สะท้อนมุมมองของ Fed ที่ยังค่อนข้างเป็นบวกต่อแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ แม้จะอยู่ท่ามกลางภาวะอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นก็ตาม

นอกเหนือจากสหรัฐฯ เศรษฐกิจญี่ปุ่นก็มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก Structural Change ที่เริ่มเห็นชัดขึ้นผ่านวงจรการเพิ่มขึ้นของค่าจ้าง โดยล่าสุด Real Wage Growth ของญี่ปุ่นมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น ขณะที่การเติบโตของค่าจ้างในรูปตัวเงินอยู่ในระดับสูงที่สุดในรอบ 25 ปี ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่ม Purchasing Power ของผู้บริโภค และสนับสนุนการบริโภคภายในประเทศ

สำหรับยุโรป แม้แนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจอาจไม่ได้โดดเด่นเมื่อเทียบกับบางภูมิภาค แต่เรายังคงมองว่ายุโรปเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีโอกาสได้รับประโยชน์จากการลงทุนของภาครัฐ โดยเฉพาะด้าน Energy Security หลังจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางทำให้หลายประเทศในยุโรปให้ความสำคัญกับการลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างภูมิภาคมากขึ้น ซึ่งอาจช่วยกระตุ้นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในระยะยาว

ขณะที่ฝั่ง Emerging Markets เรามองว่ายังมีหลายประเทศที่ได้รับประโยชน์จาก AI Investment Cycle โดยเฉพาะเกาหลีใต้และไต้หวัน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรม Semiconductor และเทคโนโลยี ขณะเดียวกัน ประเทศในกลุ่ม Latin America ยังคงได้รับประโยชน์จากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่อยู่ในระดับสูง

สำหรับจีน แม้เศรษฐกิจภายในประเทศยังมีความเปราะบาง โดยเฉพาะภาคอสังหาริมทรัพย์และการบริโภคภายในประเทศ แต่จุดอ่อนดังกล่าวยังได้รับการชดเชยบางส่วนจากภาคการส่งออก โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มพลังงานสะอาด เทคโนโลยี และ EV ดังนั้น เราจึงยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อ Emerging Markets โดยรวม ขณะที่การลงทุนในจีนยังคงเน้น Selective มากกว่าการลงทุนในภาพรวมของตลาด

ในระยะสั้น การแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐอาจยังเป็นปัจจัยกดดัน Sentiment ของตลาด Emerging Markets อย่างไรก็ตาม เรามองว่าปัจจัยดังกล่าวถูก Price In เข้ามาในตลาดไปพอสมควรแล้ว ดังนั้น จึงมองว่าปัจจุบันเป็นจังหวะที่น่าสนใจสำหรับการทยอยสะสมลงทุน โดยเน้นประเทศและกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีปัจจัยสนับสนุนเฉพาะตัว โดยเราชอบ เกาหลีใต้ และไต้หวัน เนื่องจากจะมีการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียนที่ดีแล้ว ยังคงเป็นประเทศที่มีความ Healthy จาก Debt/GDP ที่ต่ำ ซึ่งอาจได้รับแรงกดดันที่จำกัดในยุคที่ Bond Yield อยู่ในระดับที่สูง

ปัจจัยหนุนตลาดหุ้น 3 ปัจจัยในระยะข้างหน้า

ปัจจัยแรกการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียน

เรายังคงให้น้ำหนักกับปัจจัยด้านกำไรค่อนข้างสูง เนื่องจากตลาดหุ้นในปัจจุบันยังถูกขับเคลื่อนด้วยกำไรที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดย Bloomberg Consensus คาดการณ์ว่ากำไรของ MSCI World จะเติบโต 30% ณ สิ้นปี 2026 และ 14% ในปี 2027 จึงมองว่าตลาดหุ้นในภาพรวมยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นได้ต่อ

ในส่วนของตลาดที่เราชื่นชอบ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงโดดเด่น ด้วยเศรษฐกิจที่ขยายตัวได้ดีท่ามกลางนโยบายการเงินที่เปลี่ยนทิศ ขณะเดียวกันในฝั่ง EM อย่าง เกาหลีใต้ เริ่มมีความน่าสนใจมากขึ้น หลัง Valuation ยังอยู่ในระดับไม่แพง ประกอบกับ Momentum ของกำไรบริษัทจดทะเบียนที่แข็งแกร่ง นอกจากนี้ บราซิล ยังเป็นอีกหนึ่งภูมิภาคที่ช่วยกระจายความเสี่ยงได้ดี เนื่องจากมีสัดส่วนของกลุ่มพลังงานและกลุ่มการเงินในระดับสูง

ปัจจัยต่อมา คือเศรษฐกิจในหลายๆประเทศยังคงขยายตัวได้ดีท่ามกลางราคาพลังงานที่สูง

ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อ Sentiment ของภาพรวมเศรษฐกิจ โดยจากที่เราเคยอธิบายไปก่อนหน้า แม้ระดับ Debt/GDP ที่ปรับตัวสูงขึ้นจะสะท้อนถึงความเสี่ยงด้านเครดิตของภาครัฐ แต่ในอีกมุมหนึ่งก็เป็นสัญญาณว่าภาครัฐยังมีการใช้จ่ายและมีเม็ดเงินจำนวนมากสำหรับสนับสนุนและผลักดันเศรษฐกิจ ทั้งในปัจจุบันและในระยะข้างหน้า

จากแนวโน้มของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เรามองว่าภูมิภาคที่น่าสนใจ ได้แก่ ญี่ปุ่นและยุโรป ซึ่งมีแนวโน้มได้รับแรงสนับสนุนจากการใช้นโยบายและการลงทุนภาครัฐที่เพิ่มขึ้น

งบลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์ที่ไม่ได้ดีแค่กลุ่ม AI Supply Chain

AI Super Cycle ยังคงเป็นหนึ่งในประเด็นที่นักลงทุนให้ความสนใจอย่างต่อเนื่องในปี 2026 ท่ามกลางการลงทุนด้าน AI CAPEX ที่ยังคงขยายตัวในระดับสูง อย่างไรก็ตาม เรายังคงมองว่าในปัจจุบันยังไม่ใช่ภาวะ AI Bubble โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากหลายด้าน

ประเด็นแรก คือ การเติบโตของรายได้จากผู้พัฒนา AI Model โดยเฉพาะ Anthropic และ OpenAI ที่ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่า Demand สำหรับ Generative AI ยังคงอยู่ในระดับสูง ขณะที่ Anthropic เริ่มมีแนวโน้มเข้าสู่การทำกำไรจากการดำเนินงาน และมีการคาดการณ์รายได้ในระดับประมาณ 1–1.2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในอนาคต ซึ่งสะท้อนว่าการใช้งาน AI กำลังขยายตัวจากการทดลองใช้งานไปสู่การใช้งานจริงและการสร้างรายได้

ประเด็นที่สอง คือ การ Monetize ในฝั่งปลายน้ำเริ่มเห็นภาพชัดขึ้น ขณะที่ฝั่งกลางน้ำอย่าง Hyperscaler ก็มี Visibility ของรายได้ในอนาคตที่สูงขึ้น โดยปัจจุบัน RPO ของบริษัทในกลุ่มดังกล่าวรวมกันอยู่ในระดับกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สะท้อนถึงมูลค่าของบริการ Cloud และ AI ที่ได้ทำสัญญาไว้แล้วและจะทยอยรับรู้รายได้ในอนาคต

แม้การลงทุน AI CAPEX ที่เร่งตัวขึ้นจะกดดัน Free Cash Flow ของ Hyperscaler อย่างมีนัยสำคัญ แต่หากพิจารณาควบคู่กับ RPO และความต้องการ Compute ที่เพิ่มขึ้น การลงทุนดังกล่าวสามารถมองได้ว่าเป็นการเร่งสร้าง Capacity เพื่อรองรับ Demand ในอนาคต โดยเฉพาะบริการ Cloud และ AI ซึ่งมีโอกาสเติบโตในลักษณะ Exponential หากการใช้งาน AI ยังคงขยายตัวต่อเนื่อง

ในฝั่ง ต้นน้ำ เมื่อ Demand ของ AI และปริมาณ Compute เพิ่มขึ้น ความต้องการสร้าง Data Center และลงทุนใน Infrastructure ที่เกี่ยวข้องก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ส่งผลให้หลายกลุ่มได้รับประโยชน์ เช่น GPU / Accelerator , HBM Networking , Semiconductor Foundry , Data Center Operator , Server / Rack , Cooling, Power Management, Electrical Equipment , UPS Switchgear / Transformer Fiber , Networking

นอกจากนี้ ผลของ AI CAPEX ยังไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะกลุ่ม Technology หรือ AI Value Chain เท่านั้น แต่ยังส่งต่อไปยัง ภาคส่วนอื่นของเศรษฐกิจ ผ่านการลงทุน Data Center และการระดมทุนของบริษัทขนาดใหญ่

Investment Banking / Capital Markets ได้รับประโยชน์จากความต้องการระดมทุนของ Big Tech และ Data Center ผ่านการออกตราสารหนี้ การเพิ่มทุน รวมถึง Project Finance และ M&A

Construction / Engineering ได้รับประโยชน์จากการก่อสร้าง Data Center และโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งต้องใช้ทั้งงานวิศวกรรมไฟฟ้า ระบบ Cooling และงานก่อสร้างเฉพาะทาง

Real Estate / Data Center REIT ได้รับประโยชน์จากความต้องการพื้นที่ Data Center ที่เพิ่มขึ้น โดยทำเลที่มีไฟฟ้าเพียงพอ ระบบ Grid และ Fiber Connectivity รองรับจะมีความสำคัญมากขึ้น

ขณะที่ Commodities / Materials ก็ได้รับอานิสงส์จากการลงทุนด้าน Data Center และ Power Infrastructure โดยเฉพาะ Copper ซึ่งมีบทบาทสำคัญในสายไฟ Transformer และระบบ Grid

ดังนั้น เรามองว่า AI Super Cycle ในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงการเติบโตของหุ้นกลุ่ม AI หรือ Technology เท่านั้น แต่กำลังขยายตัวไปสู่ วงจรการลงทุนขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงตั้งแต่ AI Model, Cloud, Data Center, Power Infrastructure ไปจนถึง Financial และ Commodity Sectors ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ AI Investment Cycle ในรอบนี้มีผลต่อเศรษฐกิจในวงกว้างมากขึ้น

ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

Web : https://www.mitihoon.com/
Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon