วันเสาร์ 3 ตุลาคม 2026

เปิดโฉมปิโตรหมื่นล. PTTGC ผนึก SCGC ขึ้นท็อป 10

 

มิติหุ้น – 2 ยักษ์ใหญ่ PTTGC และ SCGC เตรียมการจัดตั้งบริษัทร่วมทุน (Joint Venture) มูลค่ากว่า 6 หมื่นล้านบาท เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทยขึ้นสู่ผู้ผลิตชั้นนำและยังรับมือมรสุมอุปทานส่วนเกิน (Oversupply) ในตลาดโลก โดยมีกำหนดสรุปรายละเอียดโครงสร้างการถือหุ้นและเงื่อนไขสำคัญภายในตุลาคม 2569 ซึ่ง PTTGC จะก้าวขึ้นเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ และ SCGC ร่วมถือหุ้นสัดส่วนสำคัญ

ผงาดสเกลระดับโลก Top 10

การควบรวมสินทรัพย์ในสายธุรกิจโอเลฟินส์และธุรกิจโพลิโอเลฟินส์ครั้งนี้ เป็นการรวมโรงงานผลิตสารตั้งต้น (Crackers), เม็ดพลาสติก PE และ PP ในพื้นที่มาบตาพุด รวมถึงเงินลงทุนในบริษัทร่วมทุนชั้นนำของทั้งสองฝ่ายผลลัพธ์ที่ได้คือสเกลการผลิตที่ขยายตัวมหาศาล  ตัวเลขประมาณการจะดันกำลังการผลิตโอเลฟินส์รวมทะลุ 7 ล้านตันต่อปี และเม็ดพลาสติก PE/PP รวมกันเกือบ 6 ล้านตันต่อปี พร้อมครองส่วนแบ่งตลาดในประเทศเกิน 60% ในกลุ่ม PE และราว 25% ในกลุ่ม PP ส่งผลให้บริษัทร่วมทุนใหม่ผงาดขึ้นสู่ผู้ผลิตปิโตรเคมีชั้นนำอันดับ 1 ใน 10 ของโลก ได้ทันที

ปั้น National Champion สู้ศึก Oversupply ขาลง

เมื่อส่องเบื้องหลังดีลหมื่นล้านนี้มีจุดกำเนิดจากยุทธศาสตร์ National Champion หลังอุตสาหกรรมเผชิญวัฏจักรขาลงยืดเยื้อ และอุปทานส่วนเกินมหาศาลจากการขยายกำลังการผลิตของจีนและตะวันออกกลาง การต่างคนต่างลงทุนในประเทศไม่คุ้มค่าอีกต่อไป การผนึกกำลังจะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่น กระจายความเสี่ยงจากราคาพลังงานและปัญหาภูมิรัฐศาสตร์  พร้อมที่จะสร้างผลการดำเนินงานโตก้าวกระโดดทันทีเมื่อวัฏจักรปิโตรเคมีกลับมาเป็นขาขึ้น

จุดแข็งต้นน้ำ-ปลายน้ำ ปลดล็อก Synergy 

รวมทั้งเกื้อหนุนทั้ง 2 กลุ่ม (Complementary Strengths) โดย PTTGC โดดเด่นในสายธุรกิจต้นน้ำและการจัดหาวัตถุดิบระดับโลก  ขณะที่ SCGC เชี่ยวชาญในสายธุรกิจปลายน้ำ งานวิจัย R&D และผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง (HVA)  ดังนั้นการรวมกันช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหาร Feedstock สามารถสลับสัดส่วนการใช้อีเทน โพรเพน หรือแนฟทาตามราคาตลาด  อีกทั้งยังลดต้นทุนการดำเนินงานซ้ำซ้อนผ่านโครงข่ายท่อส่งในมาบตาพุดเปิดทางให้บริษัทแม่ขยายสู่เคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษและพลาสติกรักษ์โลกได้อย่างเต็มศักยภาพ

ลุ้นไฟเขียว!พร้อมรับรู้ผลงานปี 70

ความคืบหน้าล่าสุดทั้งสองบริษัทอยู่ระหว่างขั้นตอน Confirmatory Due Diligence เพื่อสรุปโครงสร้างการถือหุ้น มูลค่า Synergy และเงื่อนไขสำคัญภายในตุลาคม 2569 จากนั้นจะยื่นขออนุมัติต่อคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า  บอร์ดทั้ง 2  บริษัท ผู้ถือหุ้น  คู่ค้า  และหน่วยงานกำกับดูแล  หากประเมินตามขั้นตอนดังกล่าวหลังจัดโครงการสร้างแล้วเสร็จ คาดว่าจะใช้เวลาพิจารณาอย่างน้อย 6 เดือนโดยกระบวนการทั้งหมดจะเสร็จสมบูรณ์และเริ่มสะท้อนในงบการเงินเต็มรูปแบบตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป

ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทยที่ช่วยสร้างอัพไซต์เชิงกลยุทธ์ในระยะยาวการยกระดับธุรกิจขึ้นสู่ Top 10 ของโลก ไม่เพียงแต่ช่วยลดต้นทุนต่อหน่วยและเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางการเงินในช่วงตลาดผันผวน นับเป็นดีลยักษ์หมื่นล้านที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มและพลิกโฉมศักยภาพการแข่งขันของไทยในเวทีโลกอย่างยั่งยืน

ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

Web : https://www.mitihoon.com/
Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon