วันพุธ 21 ตุลาคม 2026

ASPS มองกำไร บจ. ไตรมาส 3/69 โต 14% YoY หนุนเป้ากำไรทั้งปี

มิติหุ้น – เอเซีย พลัส (ASPS) มองกำไร บจ. ไตรมาส 3/69 โต 14% YoY หนุนเป้ากำไรทั้งปี แนะกลยุทธ์ Selective Play ชู TOP–SAWAD–MCS หุ้นเด่น

บล.เอเซีย พลัส ประเมินแนวโน้มตลาดหุ้นไทยยังเผชิญความผันผวนจากปัจจัยภายนอกและแรงขายทำกำไรของนักลงทุน แม้ภาพรวมผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนในไตรมาส 3/2569 ยังมีทิศทางเติบโตเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยคาดการณ์กำไรสุทธิรวมอยู่ที่ประมาณ 2.47 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 14% จากปีก่อน สะท้อนปัจจัยพื้นฐานที่ยังสนับสนุนเป้าหมายกำไรทั้งปี พร้อมแนะนำกลยุทธ์ Selective Play คัดเลือกหุ้นที่มีแนวโน้มผลประกอบการแข็งแกร่งและได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกจำกัด โดยชู TOP, SAWAD และ MCS เป็นหุ้นเด่น

สายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า ตลาดหุ้นไทยยังอยู่ในภาวะระมัดระวังการลงทุน หลังการซื้อขายวันที่ 20 ตุลาคมที่ผ่านมา หุ้นปรับตัวลดลงกระจายเกือบทุกกลุ่มอุตสาหกรรม โดยมีแรงขายในหุ้น GFPT, BCH, TTB และ CPF ซึ่งได้รับผลกระทบจากปัจจัยลบเฉพาะตัว ขณะที่หุ้นบางส่วนยังปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ อาทิ KKP, TFG และ PTTEP สะท้อนภาวะที่นักลงทุนยังมีแนวโน้มลดความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุน (Risk Off) อย่างไรก็ตาม ปัจจัยพื้นฐานของตลาดหุ้นไทยยังมีแรงสนับสนุนจากแนวโน้มผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน โดยข้อมูลประมาณการจาก Bloomberg ครอบคลุม 101 บริษัท คิดเป็นประมาณ 77% ของมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization) คาดว่ากำไรสุทธิรวมในไตรมาส 3/2569 จะอยู่ที่ประมาณ 2.47 แสนล้านบาท ลดลง 17% จากไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากฐานกำไรที่สูงจากรายการกำไรจากหุ้น (Stock Gain) แต่ยังเติบโต 14% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยกลุ่มธุรกิจที่มีแนวโน้มกำไรฟื้นตัวโดดเด่น ได้แก่ ขนส่ง อิเล็กทรอนิกส์ อาหาร และการแพทย์ ขณะเดียวกัน บริษัทจดทะเบียนสามารถทำกำไรในช่วงครึ่งปีแรกได้แล้วมากกว่า 62% ของประมาณการกำไรทั้งปี ซึ่งประเมินกำไรต่อหุ้น (EPS) ไว้ที่ 95 บาท ส่งผลให้ในช่วงครึ่งปีหลังต้องมีกำไรเฉลี่ยเพียงไตรมาสละประมาณ 2.29 แสนล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการกำไรในปัจจุบัน จึงมีโอกาสสูงที่กำไรบริษัทจดทะเบียนทั้งปีจะเป็นไปตามเป้าหมาย สำหรับปัจจัยเศรษฐกิจในประเทศ สายงานวิจัยฯ ประเมินว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในการประชุมวันที่ 28 ตุลาคม 2569 มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1.00% เนื่องจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยยังไม่ทั่วถึง แม้ว่าการส่งออกและการลงทุนในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและ AI จะปรับตัวดีขึ้น แต่ยังมีข้อจำกัดจากการพึ่งพาการนำเข้าสูง ทั้งนี้ ปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดคือแรงกดดันเงินเฟ้อจากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปี ซึ่งปรับขึ้นมาอยู่ที่ 2.32% ทำให้ส่วนต่างเมื่อเทียบกับอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 1.32% ใกล้เคียงค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 1.45% โดยหากราคาน้ำมันยังคงปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้ กนง. ต้องทบทวนทิศทางนโยบายการเงินในช่วงครึ่งแรกของปี 2570 ทั้งนี้ ยังขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจในช่วงเวลาดังกล่าว

ด้านตลาดหุ้นต่างประเทศ ผลประกอบการของบริษัทในกลุ่มเทคโนโลยีและ AI ที่ออกมาดีกว่าคาด เป็นปัจจัยสนับสนุนบรรยากาศการลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีอีกครั้ง สะท้อนความต้องการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI และ Data Center ที่ยังแข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังต้องติดตามแนวโน้มการเติบโตของกำไรและความเสี่ยงด้านมูลค่าหุ้น (Valuation) ในระยะถัดไป

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน บล.เอเซีย พลัส แนะนำให้เน้นการลงทุนแบบ Selective Play โดยคัดเลือกหุ้นที่คาดว่าจะรายงานผลประกอบการไตรมาส 3/2569 โดดเด่น และมีปัจจัยสนับสนุนเฉพาะตัว

  • TOP คาดกำไรสุทธิไตรมาส 3/2569 ประมาณ 1.8 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 111% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยมีแรงสนับสนุนจากรายการพิเศษที่พลิกกลับมาเป็นบวก และคาดกำไรสุทธิปี 2569 อยู่ที่ 4.8 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 376% จากปีก่อน
  • SAWAD ได้รับความสนใจจากธีมอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ขาลง ประกอบกับราคาหุ้นที่ยังปรับตัวล้าหลังหุ้นกลุ่มอื่น และโอกาสได้รับปัจจัยสนับสนุนจากมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพของภาครัฐ
  • MCS มีแนวโน้มรายงานผลประกอบการไตรมาส 3/2569 เติบโตทั้งจากไตรมาสก่อนหน้าและช่วงเดียวกันของปีก่อน พร้อมโอกาสขยายธุรกิจเข้าสู่ตลาดใหม่ในสหรัฐฯ และงานภาครัฐในประเทศญี่ปุ่น

ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

Web : https://www.mitihoon.com/
Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon