วันเสาร์ 24 มกราคม 2026
หน้าแรก ปักหมุด

มารู้จัก ทฤษฎี The Six Stages of Business Cycle ของ Martin J.Pring กัน

12128

ปี 2008 หรือ สิบปีก่อนโลกการเงินเกิดวิกฤตเศรษฐกิจที่อเมริกา ธนาคาร เลห์แมน บราเธอร์ส ล้มละลาย ก็คล้ายๆตอนต้มยำกุ้งในบ้านเรา ที่ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ ล้ม…………

มาตอนนี้ปี 2018/2019 ก็ได้เวลาครบรอบ 10 ปีพอดี

เพื่อไม่เป็นการประมาท…มารู้จัก ทฤษฎี The Six Stages of Business Cycle ของ Martin J.Pring กันซักหน่อยครับ

Martin J.Pring แบ่งรอบของวัฏจักรระหว่างตลาดทุน ตลาดพันธบัตร และสินค้า commodity ก็พวกน้ำมัน ทอง ไว้ดังนี้

Stage 1 เมื่ออัตราดอกเบี้ยสูงสุด เป็นเวลาที่ควรถือพันธบัตร

อย่างที่ทราบกันดีครับว่าอัตราดอกเบี้ยมักแปรผกผันกับราคาพันธบัตร (Bond) โดยที่หากอัตราดอกเบี้ยขึ้น ราคาBond จะลดลง

การตัดสินใจว่าจะปรับขึ้นหรือปรับลดอัตราดอกเบี้ยของไทยมักจะเชื่อมโยงกับของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือที่เรารู้จักกันดีในนามของ Fed

ซึ่งการตัดสินใจปรับอัตราดอกเบี้ยของ Fed ก็จะขึ้นอยู่กับสภาวะเศรษฐกิจ เช่น อัตราเงินเฟ้อ, อัตราการว่างงาน และ GDP เป็นต้น

หากเศรษฐกิจเริ่มร้อนแรงเกินไป Fed ก็จะเริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย แต่ถ้าหากเศรษฐกิจเริ่มชะลอตัวมากเกินไป Fed ก็จะเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเช่นกัน

สรุปคือ หากภาวะเศรษฐกิจเริ่มชะงัก การเติบโตของเศรษฐกิจเริ่มลดลง ลดกำลังการผลิต การว่างงานสูงขึ้น และอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูง นั่นแหละครับคือสัญญาณว่าอยู่ใน Stage นี้ และเป็นเวลาที่ควรลงทุนในพันธบัตรเป็นหลักครับ

Stage 2 เมื่อเศรษฐกิจตกต่ำสุดๆ เป็นจังหวะในการเลือกเข้าเก็บหุ้น แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าตลาดถึงจุดต่ำสุดแล้ว?

โดยส่วนใหญ่แล้วจะเกิดขึ้นหลังจากเกิด Crisis ต่างๆ เช่น Hamburger Crisis หรือ วิกฤติต้มยำกุ้ง ซึ่งเราไม่สามารถรอให้ข่าวออกว่าเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวแล้วค่อยซื้อหุ้นได้ เนื่องจากตลาดหุ้นมักจะวิ่งนำสภาวะเศรษฐกิจอยู่เสมอ เนื่องจากตลาดหุ้นมักเล่นกับอนาคตตลอดเวลา
สรุป หากเราไม่เห็นข่าวร้ายใหม่ๆตาม Social Network แล้ว หรือเราไม่สามารถมองหาข่าวร้ายใหม่ๆได้แล้ว อัตราดอกเบี้ยกำลังปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง ราคา Bond ยังคงปรับตัวสูงขึ้น นั่นคือเวลาที่ดีในการเข้าซื้อหุ้นครับ ซึ่งเราจะได้หุ้นในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง เนื่องจากความกลัว และความกังวลจากข่าวต่างๆยังคงมีอยู่เต็มตลาด

Stage 3 ภาวะเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว ส่งผลให้ราคา Commodity ปรับตัวสูงขึ้น

โดยปกติแล้วราคา Commodity จะปรับตัวลดลงจนกว่าเศรษฐกิจจะเริ่มฟื้นตัวอย่างชัดเจน เนื่องจากสินค้า Commodity ส่วนใหญ่เป็นปัจจัยในการผลิต เช่น เหล็ก น้ำมัน สังกะสี เป็นต้น ดังนั้นหากเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวความต้องการสินค้ากลุ่มนี้จะมากขึ้น และราคาจะปรับตัวสูงขึ้นตามลำดับ ใน Stage นี้ราคาสินค้า Commodity จึงเป็นจุดต่ำสุด

สรุป หากเราเห็นว่าเศรษฐกิจกำลังขยายตัว เป็นเวลาที่เราควรเริ่มสะสมสินค้ากลุ่มนี้ หรือหุ้นในกลุ่ม เหล็ก หรือ เดินเรือ เป็นต้น แต่!! มีข้อยกเว้นในบางกรณี อย่างเช่น ราคาน้ำมันดิบในปัจจุบัน การเกิดของ Shale oil ที่ต้นทุนในการขุดเจาะเริ่มลดลงเรื่อยๆ หรือการทดแทนการใช้น้ำมันรถยนต์ด้วยรถยนต์ไฟฟ้า(ซึ่งการบริโภคน้ำมันส่วนใหญ่มาจากรถยนต์) ก็อาจจะทำให้ราคาน้ำมันไม่ปรับตัวสูงขึ้นตามที่คาดไว้นัก

Stage 4 อัตราดอกเบี้ยถึงจุดต่ำสุด และราคาพันธบัตรได้ทำจุดสูงสุดแล้วเช่นกัน

ใน Stage นี้ ราคาของ Bond, หุ้น และ Commodity ยังอยู่ในเทรนขาขึ้นอยู่ แต่งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกลา การปล่อยให้อัตราดอกเบี้ยต่ำนานจนเกินไปอาจจะไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีนัก ถ้าเพื่อนได้ติดตามการให้ความเห็นของประธาน Fed สาขาต่างๆจะเห็นว่า หลายท่านออกมาเตือนว่าการตรึงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำเป็นเวลานานเกินไป จะก่อให้เกิดความเสี่ยงได้ เนื่องจาก เมื่อเงินเฟ้อสูงกว่าอัตราดอกเบี้ย จะทำให้เกิดสภาวะ “อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงติดลบ (อัตราดอกเบี้ย-เงินเฟ้อ)” ซึ่งจะส่งผลให้คนไม่อยากฝากเงินแล้วเอาเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ประเภทต่างๆ บริษัทต่างๆและผู้บริโภคกล้าที่จะกู้เงินมากขึ้น และส่งผลให้มีโอกาสเกิดฟองสบู่ในสินทรัพย์ที่คนเอาเงินไปลงทุนสูงขึ้น ดังนั้นใน Stage นี้ คือ Fed จะเริ่มขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อลดความร้อนแรงในเศรษฐกิจลงบ้าง

สรุป ใน Stage นี้ เป็นเวลาของการขาย Bond ดอกเบี้ยจะเริ่มเป็นขาขึ้น เพื่อลดความร้อนแรงในระบบเศรษฐกิจลงบ้าง ส่งผลให้ราคา Bond ปรับตัวลดลง (ดอกเบี้ยขึ้น = Bond ลง) แต่ราคาหุ้น และ Commodity ยังคงเป็นขาขึ้น เนื่องจากผลประกอบการหลายๆบริษัทยังคงดีขึ้นอยู่ (แต่ต้องระวังหุ้นที่มีความผันผวนต่ออัตราดอกเบี้ยสูง เช่น หุ้นปันผล หรือหุ้นในกลุ่มอสังหา เป็นต้น)

Stage 5 ราคาหุ้นทำจุดสูงสุด

ใน Stage นี้ อัตราดอกเบี้ยปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เศรษฐกิจเริ่มเติบโตช้าลง การจ้างงานเต็มที่ แรงงานเริ่มสามารถเลือกงาน และต้องการเงินเดือนสูงขึ้น เนื่องจากบริษัทมีความต้องการแรงงานมาก แต่แรงงานว่างงานมีน้อย ประกอบกับผู้บริโภคไม่ได้จับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้นเท่าเดิม เนื่องจากเริ่มนำเงินไปออมมากขึ้น ส่งผลให้กำไรของบริษัทเริ่มลดลง เป็น Stage ที่ “ต้อง” เลือกถือหุ้นเพียงแค่บางประเภทเท่านั้น เช่น หุ้นกลุ่ม Commodity เป็นต้น
สรุป เศรษฐกิจมีอัตราการเติบโตที่ไม่สูงนัก ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่เริ่มเติบโตช้าลง ราคา Bond ยังคงปรับตัวลง และ เป็นจังหวะในการขายหุ้นออกไป แต่ราคา Commodity ยังคงขึ้นอย่างต่อเนื่องครับ

Stage 6 ภาวะเศรษฐกิจกดดันราคา Commodity

Stage นี้จะเกิดทุกอย่างตรงกันข้ามกับ Stage 3 ซึ่งหากเพื่อนๆเข้าใจทุก Stage ที่ผ่านมาจะทราบว่า ราคา Commodity จะเริ่มปรับตัวลดลงใน Stage นี้ เนื่องจากบริษัทลดกำลังการผลิตลงจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง ต้นทุนในการลงทุนสูง (อัตราดอกเบี้ยสูง) ความต้องการในการบริโภคของประชาชนต่ำเนื่องจากเอาเงินไปออมมากขึ้น (เพราะดอกเบี้ยสูง) ส่งผลให้ความต้องการสินค้า Commodity ลดลง ใน Stage นี้แนะนำให้ถือเงินสดเป็นหลักครับ

มาถึงบทสรุปสำคัญ กับคำถามที่ว่าแล้วตอนนี้เราตอนนี้เราอยู่ใน Stage ไหนกัน มาไล่สเตปสิ่งที่ควรจะเกิดให้ได้เห็นในตลาด ณ ปัจจุบัน

1) Fed ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมาแล้วตามแผนและยังคงแนวทางในการปรับขึ้นต่อไป
2) ดัชนี Dow Jones ทำ All-Time-High
3) ราคาอสังหาต่างๆค่อนข้างแพง
4) ราคาสินค้า Commodity ต่างๆเริ่มปรับตัวสูงขึ้นหลังจากราคาต่ำมานาน เช่น น้ำมัน ถ่านหิน, ค่าระวางเรือ(BDI), ราคาเหล็ก และ ราคายาง เป็นต้น

เราน่าจะอยู่ใน Stage ของกรอบรอยต่อ 4-5-6

ซึ่งเราคงต้องระมัดระวังมากขึ้นครับ เนื่องจาก Stage 6 ที่รอเราอยู่มันคือวิกฤต หรือการ SET-ZERO ไปตั้งต้นใหม่ ตามวัฏจักรนั่นเอง

Cr:ภาพ www.Pring.com

และผมได้เรียนรู้เรื่องนี้มาจาก อาจารย์นิพนธ์ในคลาส CSI ครับ กราบขอบพระคุณอาจารย์ไว้ ณ ที่นี้ด้วย

โดยม้าเฉียว ดูหุ้น The Future

     25/02/19