EPCO โรงพิมพ์-โรงไฟฟ้าทำเงิน ดีดกำไรQ2สุดจี๊ด1400% (9/08/62)

583

ผู้สื่อข่าว มิติหุ้น รายงาน โดยแหล่งข่าววงการอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ผลประกอบการไตรมาส 2/2562 ที่จะประกาศออกมาจะเติบโตเพิ่มขึ้นกว่า 100% หากเทียบกับไตรมาสแรกที่บริษัทมีรายได้จำนวน 384.62 ล้านบาท กำไรสุทธิจำนวน 46.78 ล้านบาท และหากเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้จำนวน 247.14 ล้านบาท กำไรสุทธิจำนวน 8.6 ล้านบาท หรือเติบโตในระดับ 1400% จากการขยายตัวของธุรกิจโรงพิมพ์และโรงไฟฟ้าที่เวียดนามและญี่ปุ่น

“ ผลงานไตรมาส 2/2562 ของ EPCO จะเติบโตสูงมาก ธุรกิจหลักยังคงขยายตัวและโรงไฟฟ้าในต่างประเทศก็ยังคงหนุนการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะไตรมาส 3 ทั้งรายได้และกำไรสุทธิยังคงเติบโตต่อ” แหล่งข่าวกล่าว

บิ๊กการันตีโตจริง   

ด้านนายยุทธ ชินสุภัคกุล ประธานกรรมการ บริษัท โรงพิมพ์ตะวันออก จำกัด (มหาชน) หรือ EPCO เปิดเผยว่า ผลประกอบการในช่วงครึ่งปีหลังที่เหลือยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากการรับรู้โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ฟูเยี้ยน ที่ประเทศเวียดนาม มีกำลังการผลิตติดตั้งรวม 110 เมกะวัตต์ ได้ COD ไปแล้วเมื่อเดือน ก.ค. ที่ผ่านมาและโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ประเทศญี่ปุ่น กำลังการผลิต 21 เมกะวัตต์ จะทยอย COD ได้ตั้งแต่เดือน พ.ย. 2562 ดังนั้นจะทำให้บริษัทจะมีกำลังการผลิตไฟฟ้าโดยรวมอยู่ที่ 555 เมกะวัตต์ จากปี 2561 อยู่ที่ 424 เมกะวัตต์

ทั้งนี้บริษัทมั่นใจว่าผลประกอบการปี 62 จะทำนิวไฮ โดยรายได้จะเติบโตไม่น้อยกว่า 50% ขณะที่ธุรกิจสิ่งพิมพ์ก็น่าจะสร้างรายได้เข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีหลังของปี 62

สำหรับกรณีเหตุการณ์ชมชุมในประเทศฮ่องกงนั้นไม่ได้ส่งผลกระทบต่อภาพรวม EPCO ต่อการจัดตั้งบริษัทย่อยในฮ่องกงที่ให้บริษัท อีสเทอร์น พาวเวอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ EP ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่บริษัทถือหุ้นอยู่ 75% นั้น เป็นผู้ถือหุ้น 100% ในบริษัทย่อยในฮ่องกงดังกล่าว และคาดว่าเหตุการณ์จะยุติได้ในไม่ช้า

โบรกเคาะกำไรทั้งปี300ล้าน  

ด้านนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ประเมินพื้นฐานหุ้น EPCO ยังคงแข็งแกร่ง ทั้งธุรกิจโรงพิมพ์ และโรงไฟฟ้า การรับรู้กำไรจากการเข้าถือหุ้นโรงพิมพ์เนชั่นและการแตกไลน์ผลิตกล่องลูกฟูก รวมถึงบริษัทย่อยในประเทศฮ่องกง รวมถึงการผลักดันให้บริษัทลูกอย่าง EP เข้าตลาดหลักทรัพย์จะผลักดันให้ผลประกอบการในอนาคตเติบโตในระยะยาวได้

สำหรับไตรมาส 2/2562 คาดว่าบริษัทจะมีกำไรสุทธิจำนวน 120 ล้านบาท  เปรียบเทียบกับไตรมาสแรกที่มีรายได้จำนวน 384.62 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 46.78 ล้านบาท และหากเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้จำนวน 247.14 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิจำนวน 8.6 ล้านบาท

ส่วนทั้งปีประเมินการเติบโตไว้ที่ระดับ 300 ล้านบาท เปรียบเทียบกับปี 2561 ที่บริษัทมีรายได้จำนวน 1,425.11 ล้านบาท และกำไรสุทธิจำนวน 342.77 ล้านบาท ดังนั้นยังคงแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 5.00 บาท