ตัวใครตัวมัน! ในยุคโควิดฯ วิกฤตทั้งชีวิตและเศรษฐกิจ

263

โควิดฯรอบ 3 จาก “ไทยคู่ฟ้าคลับ ไครซิส” ฉุดทุกอย่างให้ติดลบ ทั้งเครดิต เศรษฐกิจ และชีวิตผู้คน ถึงเวลาที่คนไทยต้องลุกขึ้นสู้! กับวิกฤตด้วยตัวเอง ยุค “ตัวใครตัวมัน” ในสถานการณ์นี้…จึงเหมาะสมและมีคุณค่ามากสุด

วิกฤต “ไทยคู่ฟ้าคลับ” สร้างการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 รอบที่ 3 จัดได้ว่ารุนแรงอย่างที่สุด! นับแต่มีการแพร่ระบาดใน 2 ครั้งแรก เมื่อช่วงต้นปีและปลายปี 2563

สายพันธุ์อังกฤษที่ทะลักมาจากฝั่งกัมพูชา เป็นเพราะความประมาท…การ์ดตกของเจ้าหน้าที่ไทย กระทั่งเกิดภาวะการแพร่กระจายอย่างรวดเร็วในพื้นที่กรุงเทพฯ ก่อนขยายตัวออกไปจังหวัดต่างๆ แบบไร้ขีดจำกัด

นับแต่ช่วงต้นเดือนเมษายน ผ่านมาแค่ 13 วัน ตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิดฯพุ่งไปไกลแล้วมากกว่า 3 พันราย กระจายไปทุกสาขาอาชีพ ตั้งแต่…รัฐมนตรี นักการเมือง ข้าราชการประจำ ทหาร ตำรวจ นักธุรกิจ วงการตุลาการ กลุ่มดารานักร้องศิลปิน ประชาชนคนหาเช้ากินค่ำ แม้กระทั่งกลุ่มสื่อมวลชน

นั่น…แค่ตัวเลขที่เป็นทางการ แต่หากนับจากกลุ่มเสี่ยงที่กระจายตัวไปทั่วประเทศ และยังไม่ได้รับการตรวจหาเชื้อกันแล้ว

ว่ากันว่า…มีคนติดเชื้อโควิดฯ ทั่วไทย รวมกันไม่ต่ำกว่าแสนคน

ถึงนาทีนี้…คนไทยติดกันครบเกือบทุกจังหวัดแล้ว จะเหลือก็แค่…ระนองกับยะลา ที่ยังไม่ปรากฏว่า พบการแพร่ระบาดของโควิดฯ สายพันธุ์นี้

การระบาดของโควิดฯ ใน 2 ครั้งแรก รัฐบาลใช้เงินเยียวยาในทุกองคาพายพ ตั้งแต่…ระบบเศรษฐกิจ ภาคอุตสาหกรรมการผลิตและบริการ การแพทย์และสาธารณสุข การเงินการธนาคาร ฯลฯ โดยเฉพาะการ “แจกเงิน” เพื่อต่อลมหายใจให้กับคนไทย ผ่านโครงการต่างๆ ของรัฐ…

หมดทั้งเงินงบประมาณรายจ่ายแผ่นดินทั้งในปี 2563 และ 2564 รวมถึงเงินที่ได้จากเงินกู้ 1 ล้านล้านบาท

ว่ากันว่า…เฉพาะเงินกู้ 1 ล้านล้านบาทนั้น ถึงตอนนี้…เหลือแค่เพียง 1 แสนล้านบาทเศษ

ขณะที่การจัดเก็บรายได้แผ่นดิน โดยเฉพาะการจัดเก็บภาษี มีการ “ปิดห้องคุยลับ” ระหว่างผู้เกี่ยวข้องเป็นการเฉพาะในทำเนียบรัฐบาล เมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา

ข้อมูลที่รัฐบาลได้รับ…แทบล้มกลิ้ง! คะมำหงาย?

ยอดเงินจัดเก็บรายได้ภาษีในช่วง 6 เดือนแรก แม้จะยังไม่เป็นทางการ แต่สัญญาณบ่งชัดว่า…หายไปจากประมาณเดิมที่ตั้งไว้ และตัวเลขเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน…สูงมาก!

ปกติครึ่งปีแรก กรมสรรพากร ซึ่งเป็น “กรมภาษีหลัก” ที่ถูกคาดหวังจากรัฐบาลให้ต้องจัดเก็บภาษีมากกว่า 2 ล้านล้านบาทต่อปี เพื่อนำไปจัดทำเป็นงบประมาณรายจ่ายประจำปีฯวงเงินไม่ต่ำกว่า 3 ล้านล้านบาท ในช่วง 3-4 ปีหลังมานี้…

1 ล้านล้านบาทขึ้นไป…ควรจะเป็นตัวเลขรายได้ของกรมๆ นี้ เฉพาะในช่วง 6 เดือนแรกของปี (1 ตุลาคม 2463 – 31 มีนาคม 2564) ทว่าความเป็นจริง กรมสรรพากรจัดเก็บรายได้เพียง 6 แสนล้านบาทเศษ

หายไปราว 5 แสนล้านบาท

แถมกรมสรรพากรยังให้คำตอบที่แน่ชัดไม่ได้ว่า…ช่วงเวลาที่เหลืออีก 6 เดือนหลังจากนี้ พวกเขาจะทำได้ตามเป้าหมายได้หรือไม่?

ลำพังเมืองไทย…ไม่เกิดภาวะ “ไทยคู่ฟ้าคลับ ไครซิส” สร้างการแพร่ระบาดไวรัสโควิดฯ รอบ 3 ก็ยังจะหารายได้แผ่นดินจากการจัดเก็บภาษีได้ยาก เพราะร้านรวงธุรกิจอุตสาหกรรม ทั้งภาคการผลิตและบริการตกอยู่ในอาการซบเซากันไปหมด

ธุรกิจเจ๊ง รายได้ภาษีของรัฐบาลก็วูบหาย! ถือเป็นเรื่องปกติที่ไม่ปกติ…

งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2564 รัฐบาลตั้งไว้ 3.28 ล้านล้านบาท เป็นงบขาดดุล 5.23 แสนล้านบาท

หมายความว่า…ต่อให้สังคมไทยยังคงเป็นสังคมที่ปกติ ไม่มีเรื่องไวรัสโควิดฯเข้ามาเกี่ยวข้อง การจัดเก็บรายได้ที่มี ก็ยังน้อยกว่าการใช้จ่ายของรัฐบาล จนต้องไปกู้ยืมเงินมาใช้จ่ายสูงกว่า 5 แสนล้านบาทในปีนี้

เมื่อมาเจอวิกฤตโควิดฯ รายได้ที่รัฐบาลหวังว่าจะมี (3.28 ล้านล้านบาท – 5.23 แสนล้านบาท) ราว 2.757 ล้านล้านบาท ทั้งจากเงินภาษีของทั้ง 3 กรม (สรรพากร สรรพสามิต และศุลกากร) รวมถึงเงินนำส่งรายได้ของรัฐวิสาหกิจและบริษัทที่รัฐบาล โดยกระทรวงการคลังถือหุ้นเกิน 50% นั้น

ไม่น่าจะเข้าเป้า!

สรุปว่า…รายจ่ายประจำฯ ที่ยังไงก็ปรับลดยาก “อ้อยเข้าปากช้าง” ง้างปากได้ ก็เอาอ้อยออกมาไม่ได้?…แต่รายได้แผ่นดินกลับไม่เข้าเป้า ไอ้ที่หวังจะกู้ยืมเงินมาเพียง 5.23 แสนล้านบาท นาทีนี้…ยังไงมีกู้ทะลุ 1 ล้านล้านบาทอย่างแน่นอน แล้วก็ไม่เกี่ยวกับเงินกู้ 1 ล้านล้านบาทเดิม…ก่อนหน้านี้ด้วย

ยิ่งเพดานการกู้ยืมเงินของรัฐบาล ที่สำนักบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ในสังกัดกระทรวงการคลัง ย้ำหนักย้ำหนาว่า…มีเพียง 53% เศษของจีดีพี (มูลค่าจีดีพีไทย คิดเป็นเม็ดเงินราว 16 ล้านล้านบาทเศษ)

นั่นหมายความว่า…แม้รัฐบาลไทยจะมีภาระหนี้สินเกินครึ่งหนึ่งของจีดีพี หรือกว่า 8 ล้านล้านบาทแล้ว แต่เมื่อเพดานการกู้เงินตาม พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังฯ ที่กำหนดไว้ ไม่ให้เกิน 60% ของจีดีพี หรือราว 9.6 ล้านล้านบาทนั้น

เท่ากับว่า…กฎหมายยังเปิดช่องให้รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กู้ยืมเงินได้อีกมากกว่า 1.4 ล้านล้านบาท

หากรัฐบาลกู้เงินมาจริงและเต็มจำนวนตามที่เพดานกำหนด เม็ดเงินก้อนนี้จะถูกนำไปโปะรายได้ภาษีที่ขาดหาย และการขาดดุลงบประมาณฯ กว่า 1 ล้านล้านบาท เหลือเป็นเงินที่รัฐบาลจะนำไปแก้ไขปัญหาจากผลกระทบของโควิดฯได้จริงแค่..

3 แสนล้านบาทเศษเท่านั้น!!!

เม็ดเงินแค่นี้…ดูแล้ว ไม่น่าจะเพียงพอ หากรัฐบาลจะนำไปใช้จ่ายเพื่อการดูแลผู้ป่วยโควิดฯ ที่รอบ 3 นี้ น่าจะทะลุหลักแสนคน! รวมถึงเยียวผลกระทบทางเศรษฐกิจและปากท้องของคนไทย

2 ครั้งแรกที่มีการแพร่ระบาดของไวรัสโควิดฯ และยังไม่รุนแรงเท่านี้ รัฐบาลยังใช้จ่ายเฉพาะส่วนของเงินกู้ 1 ล้านล้านบาท จนเหลือเงินเพียงแค่ 1 แสนล้านบาทเศษ หากนำรวมกับเงินงบประมาณแผ่นดินของปี 2563 และ 2564 ที่เกี่ยวพันกับการแก้ไขปัญหาโควิดฯ รวมกันไม่ต่ำกว่า 3 แสนล้านบาทแล้ว

นั่นก็หมายความว่า…2 ครั้งที่ถูกไวรัสโควิดฯกระหน่ำ รัฐบาลใช้เงินเพื่อการนี้ทั้งระบบ มากกว่า 1.2 ล้านล้านบาท แต่นี้…เพิ่งผ่านงบประมาณปี 2564 ได้เพียงครึ่งทาง

เงินก็หมดหน้าตักเสียแล้ว!

ในยามที่แนวทางป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิดฯ สายพันธุ์อังกฤษ ทำได้ยาก! และรัฐบาล “ไร้น้ำยา” หาทางป้องกันและแก้ไขวิกฤตในรอบนี้ จำเป็นที่คนไทยจะต้องดูแลตัวเองและครอบครัวให้มากยิ่งขึ้น…เป็นเท่าทวีคุณ!

ยิ่งภาวะการเงินของรัฐบาลและภาวะเศรษฐของชาติเป็นเยี่ยงนี้ การจะหวังพึ่งพิงและพึ่งพารัฐบาล หรือหน่วยงานของรัฐ จึงเป็นการประหม่า…ชะล่าใจยิ่งนัก!

สมควรที่คนไทยต้องพึ่งพาและพึ่งพิงตัวเองก่อน

ในยุคโควิดฯ ที่การใช้ชีวิตได้รับผลกระทบจากระบบเศรษฐกิจมีปัญหา และภาวะไร้น้ำยาของกระบวนการสาธารณสุข อันที่ถูกแรงบีบจากฝ่ายการเมือง ทำให้หย่อนประสิทธิภาพลงไปนั้น

ทำครอบครัวตัวเองให้เป็น “ตัวใครตัวมัน” ไม่สุงสิงกับสังคมรอบนอกและครอบครัวอื่น…ถือเป็นแนวทางที่ดีที่สุดในยามนี้

จำไว้…ตนย่อมเป็นที่พึ่งแห่งตน!

ที่มา : http://www.natethip.com/news.php?id=3866

www.mitihoon.com