PTG กรุยทางยกชั้น เป็นโฮลดิ้ง คอมพานี มาร์เก็ตแคปแสนล้านก็เอาไม่อยู่

412

  PTG เผชิญกับแรงกดดันจากราคาพลังงาน แม้ว่ารายได้จะทะยานโต แต่ในแง่ของกำไรกลับถดถอยลง

                “พิทักษ์ รัชกิจประการ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ของ PTG หรือบมจ.พีทีจี เอ็นเนอร์ยี ถึงกับพ้อว่า กำไรที่เห็นการหดตัวลงมาเรื่อย ๆ   เพราะรับผลกระทบจากนโยบายด้านราคาพลังงานของภาครัฐ  ด้วยปัจจัยดังกล่าวส่งผลกระทบต่อความสามารถในการทำกำไรของบริษัทผู้ค้าน้ำมัน ไม่จำกัดแค่ PTG เท่านั้น

แม้ว่าปี 67 ด้าน PTG ปักหมุดรายได้แตะระดับ 2.2 แสนล้านบาท ทำสถิตินิวไฮก็ตามที แต่ด้วยความที่รัฐเข้ามาควบคุมราคาน้ำมัน ทำให้กำไรของ PTG ยังจะยังคงทรงตัวในระดับต่ำเช่นนี้

“พิทักษ์” ในฐานะหัวเรือใหญ่ ของPTG ไม่คิดนั่งรอความหวังจากรัฐบาล แก้เกมด้วยการกระจายฐานรายได้ไปสู่ธุรกิจ Non-Oil พร้อมกับประกาศกร้าวว่า  ในอนาคตสัดส่วนกำไรจาก Non-Oil ต้องไม่น้อยกว่า 50%  ทำให้เห็นภาพของ PTGในช่วงระยะ 1 ปีนี้ เข้าไปลงทุนในธุรกิจอื่น ๆ หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นโรงไฟฟ้า สินเชื่อ และยังมีแผนจะขยายขอบเขตการลงทุนต่อไปเพื่อเติมฐาน Non-Oil  ให้เพิ่มขึ้น

หลักการเลือกธุรกิจนอกจากธุรกิจพลังงานทางเลือกแล้ว จะอาศัยฐานข้อมูลลูกค้า PT Max Card และ PT Max Card Plus ซึ่งปีนี้ตั้งเป้าขยายตัวเพิ่มขึ้นกว่า 30 ล้านสมาชิก ใช้ให้เป็นแขนขาเพื่อต่อยอดธุรกิจ

หลังจากกระจายฐานรายได้ ขยายขาธุรกิจ ย่อมเดิน ไปตามสูตรที่จะเข็นบริษัทย่อย บริษัทร่วมทุน เสนอขายหุ้น IPO โดย “พิทักษ์” ลั่นเลยว่า จะมีเป็น 10 บริษัท เพื่อยกขั้น PTG ให้เป็น Holding Company ในท้ายที่สุด

“ปี 67 นี้ ประเดิมนำ 3P  เข้าระดมทุนก่อน ไม่ว่าจะเป็น ไพบูลย์ ไพศาล และพันธุ์ไทย”

P แรก “ไพบูลย์” คือ บริษัท ไทยไพบูลย์ อีควิปเม้นท์ จำกัด ผลิตและจำหน่ายเชื้อเพลิงขยะ การบริหารจัดการขยะ ต่อยอดโรงไฟฟ้าขยะ

P ที่สอง คือ บริษัท ไพศาล แคปปิตอล จำกัด    ผู้ให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อรถบรรทุกมือสอง

P ที่สาม คือ ร้านกาแฟพันธุ์ไทย

“ในส่วนของธุรกิจOil หากราคาพลังงานปลดล็อก มาร์จิ้นขยับขึ้นมา ขณะที่รายได้จากการขายเพิ่มทะยาน ย่อมส่งผลบวกต่อความสามารถทำกำไร แต่เราก็ไม่คิดรอความหวังจากภาครัฐ เราหาทางออกด้วยการขยายสู่ Non-Oil”

ด้วยความฝันของ “พิทักษ์” มองไกลว่า ราคาหุ้น PTG ไม่มีทางจะย่ำอยู่เพียงแค่นี้ เพราะช่วงเวลา 10 ปีแรกของการเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้น จากราคาหุ้นไอพีโอที่ 3.90 บาท มาร์เก็ตแคป 6.5 พันลบ. มาวันนี้ราคาหุ้นขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 9 บาท มาร์เก็ตแคป  1.5 หมื่นลบ.

   ดังนั้น 10 ปี จากนี้ไป ต้องไปให้ไกลกว่าเดิม มาร์เก็ตแคป ไม่มีทางย่ำอยู่เพียงแค่หลักหมื่น อย่างน้อย ๆ ต้องเห็นหลักแสนล้านบาท

 

ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

Web : https://www.mitihoon.com/
Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon