ธุรกิจบริการผู้มีบุตรยากมาแรง IVF หุ้นน้องใหม่น่าสนใจแค่ไหน

437

มิติหุ้น-ธุรกิจให้บริการผู้มีบุตรยาก จัดเป็นธุรกิจที่กำลังมาแรงในประเทศไทย เพราะมาตรฐานการรักษาสูง และ ค่าใช้จ่ายโดยรวมที่ได้เปรียบด้านการแข่งขันกับประเทศอื่นๆ   ขณะที่รัฐบาลหลายประเทศทั่วโลกหันมาสนับสนุนให้มีบุตรเพิ่มขึ้น   หลายประเทศเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เช่นไทย  ญี่ปุ่น และหลายประเทศที่เศรษฐกิจเติบโตสูงทำให้คนวัยทำงานเกิดปัญหาการมีบุตรยากเช่นกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง หรือประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งจัดเป็นลูกค้ารายใหญ่ของไทย

บริษัทที่ทำธุรกิจด้านการมีบุตรยากครบวงจรในตลาดหลักทรัพย์ปัจจุบันมี 2 บริษัทได้แก่ GFC บริษัท เจเนซีส เฟอร์ทิลีตี เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน)  และ  SAFE บริษัท เซฟ เฟอร์ทิลิตี้ทำให้ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)    โดยแต่ละบริษัทมีเทคโนโลยีที่โดดเด่นเฉพาะตัวการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ มีข้อดีคือได้ระดมทุนเพื่อนำไปขยายกิจการ  เพิ่มศักยภาพการแข่งขันและทำให้ชื่อเสียงของบริษัทเป็นที่รู้จักทั้งในและต่างประเทศมากขึ้น     ขณะที่หุ้นเตรียม IPO ตัวถัดไป ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของ กลต. ได้แก่ บริษัท อินสไปร์ ไอวีเอฟ จำกัด (มหาชน) หรือ “IVF”

 IVF ให้บริการที่เน้นการรักษาผู้มีบุตรยากด้วยวิธี ICSI  มีสัดส่วนรายได้ด้านนี้สูงถึง 88.8% (ปี 2556)   และมีจุดเด่น ด้านการเป็นที่แรกของกลุ่มธุรกิจศูนย์รักษาผู้มีบุตรยากในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน AACI และ ISO9001 ที่สามารถรับรองได้ทั้ง International Healthcare Standard และ ISO9001 พร้อมกัน   และเป็นกลุ่มธุรกิจศูนย์รักษาผู้มีบุตรยากแห่งที่สองของโลกที่ได้รับการรับรองจาก Global Healthcare Accreditation ซึ่งแสดงถึงระบบบริหารจัดการคุณภาพบริการสุขภาพภายใต้มาตรฐานระดับสากล”

 

IVF มีรายได้ในปี 2566 ที่ 122 บาท  และมีกำไร 41 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไร 33.6% สูงที่สุดในธูรกิจเดียวกัน จากบริการในสองกลุ่มสำคัญ ได้แก่การให้บริการรักษาผู้มีบุตรยากด้วยวิธีการ ICSI เช่นการให้บริการกระตุ้นไข่ เก็บไข่ บริการปฏิสนธิ การ    แช่แข็งตัวอ่อนและบริการย้ายตัวอ่อน และยังการให้บริการฉีดอสุจิเข้าสู่โพรงมดลูก (IUI) การเก็บอสุจิจากอัณฑะโดยตรง เป็นต้น  ในปี 2564-2566 บริษัทฯ มีอัตราความสำเร็จของการตั้งครรภ์โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 70-76% ซึ่งสูงกว่าอัตราความสำเร็จในการตั้งครรภ์โดยรวมของประเทศไทยที่ 48.53%

การจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์  MAI ในครั้งนี้  เตรียมจะเสนอขายไม่เกิน 130 ล้านหุ้น โดยมีจุดมุ่งหมายในการขยายสาขา ลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ทั้งในและต่างประเทศ

จากตารางเปรียบเทียบทั้งสามบริษัทได้แก่ GFC, SAFE และ IVF จะเห็นว่า IVF มีอัตรากำไรสุทธิที่สูงเมื่อเทียบกับบริษัทอื่น นอกจากนี้สิ่งที่มีความเป็นไปได้มากก็คือขนาดของทุนจดทะเบียนตามราคาตลาด(Market Capital) จะเห็นว่า GFC และSAFE มีมูลค่าสูงขึ้นนับจากราคา IPO  ในทางเดียวกัน Market Capital ของ IVF มีแนวโน้มที่จะเติบโตในทางเดียวกัน  ดังนั้นราคาหุ้น IVF หลังเข้าจดทะเบียนจึงอาจเพิ่มมูลค่าขึ้นได้เช่นกัน 

 

 

 

ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

Web : https://www.mitihoon.com/
Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon