
มิติหุ้น – บล.เอเซีย พลัส ชี้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เด่นกลบแสงตลาดโลก รับอานิสงส์เงินเฟ้อแผ่ว-งบเทคฯ แกร่ง ขณะที่ บจ.ไทย โชว์กำไร Q2 โตเกินคาด 11.9% จ่อทำสถิติสูงสุดใหม่ หนุนอัปเกรดเป้าหมายดัชนี เคาะ PTT-BDMS-CENTEL นำทัพหุ้นเด่นหลบภัยฟันด์โฟลว์ผันผวน
บล.เอเซีย พลัส เผยแพร่บทวิเคราะห์ประเมินทิศทางการลงทุนในตลาดหุ้นโลกว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ กำลังปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่นและดึงดูดกระแสเงินทุน (Fund Flow) ทั่วโลกกลับไปลงทุน ท่ามกลาง 4 ปัจจัยบวกสำคัญ ได้แก่ เงินเฟ้อที่ชะลอตัวลง ความเสี่ยงต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอยลดลง คาดการณ์ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) คงอัตราดอกเบี้ยไปจนถึงสิ้นปี และการรายงานผลประกอบการของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง สวนทางกับตลาดหุ้นไทยที่เผชิญกับแรงขายของนักลงทุนต่างชาติระยะสั้น อย่างไรก็ตาม ปัจจัยพื้นฐานของหุ้นไทยยังคงแข็งแกร่งมาก หลังจากการประกาศกำไรไตรมาส 2 ดีกว่าตลาดคาดถึง 11.9% หนุนโอกาสในการปรับเพิ่มประมาณการกำไรต่อหุ้น (EPS) ของตลาดในอนาคต
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ฉายแสงกลบตลาดโลก – รับอานิสงส์เงินเฟ้อแผ่ว-ลุ้น FED คงดอกเบี้ยยาวถึงสิ้นปี ตลาดหุ้นทั่วโลกโดยเฉพาะฝั่งสหรัฐอเมริกากำลังอยู่ในสภาวะที่สดใสและสามารถสร้างผลตอบแทนเฉลี่ยปรับตัวขึ้นประมาณ +0.13% ถึง +0.81% โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญมาจาก 4 ปัจจัยหลักด้วยกัน ได้แก่:
- อัตราเงินเฟ้อชะลอตัวเด่นชัด: ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ประจำเดือนกรกฎาคม 2569 ออกมาขยายตัวที่ระดับ +4.7% YoY ซึ่งต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ +4.9% และชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่องจากเดือนก่อนหน้าที่อยู่ระดับ +5.5% เป็นสัญญาณเชิงบวกสำคัญว่าแรงกดดันด้านค่าครองชีพและต้นทุนภาคการผลิตเริ่มทรงตัวหลังจากราคาน้ำมันได้ผ่านพ้นจุดสูงสุดไปแล้ว
- ความเสี่ยงเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยลดลง: หลังจากทิศทางราคาน้ำมันดิบโลกผ่านช่วงพีกไปในเดือนพฤษภาคม 2569 ส่งผลให้โอกาสหรือความเสี่ยงที่ประเทศเศรษฐกิจหลักอย่าง สหรัฐฯ, สหภาพยุโรป, ญี่ปุ่น และอังกฤษ จะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) ในช่วง 1 ปีข้างหน้าปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
- ตลาดคาดหวังเฟดคงดอกเบี้ยยาว: ข้อมูลล่าสุดจาก Polymarket สะท้อนว่าผู้เล่นในตลาดให้น้ำหนักสูงถึง 60-70% ว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) จะลดระดับท่าทีที่เข้มงวดลง (Less Hawkish) และมีความเป็นไปได้สูงมากที่จะตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้เท่าเดิมไปจนถึงช่วงสิ้นปีนี้ ซึ่งถือเป็นปัจจัยบวกหลักที่เข้ามาช่วยกระตุ้นความน่าสนใจของสินทรัพย์เสี่ยงและหุ้นกลุ่มเติบโต (Growth Stock)
- กำไรหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี (Tech) แข็งแกร่ง: ผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 ของบริษัทจดทะเบียนในดัชนี NASDAQ เติบโตอย่างโดดเด่นและดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์เฉลี่ยสูงถึง +53.7% นำโดยหุ้นกลุ่มชิ้นส่วนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และผู้ให้บริการด้านไอที เช่น หุ้น SanDisk (SNDK) ที่ปรับขึ้นแรงกว่า +13.8% ส่งผลให้หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีสหรัฐฯ กลับมาทอประกายบดบังผลตอบแทนของดัชนีตลาดหุ้นอื่น ๆ ทั่วโลกในช่วงนี้
ส่องสองยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีจีน: SMIC และ LENOVO โชว์ผลงานไตรมาสล่าสุดโตระเบิด ท่ามกลางสภาวะการฟื้นตัวของตลาดเทคโนโลยีโลก บล.เอเซีย พลัส แนะนำติดตามและเก็งกำไรในสองหุ้นผู้นำเทคโนโลยีจากฝั่งจีนที่รายงานผลประกอบการออกมาดีกว่าตลาดคาดอย่างมาก ได้แก่:
- SMIC (981 HK): ผู้ผลิตชิปยักษ์ใหญ่ของจีนรายงานกำไรสุทธิไตรมาส 2 ดีกว่าตลาดคาดอย่างชัดเจน โดยมีรายได้รวมอยู่ที่ 3.01 พันล้านหยวน (หรือประมาณ 3.01 พันล้านดอลลาร์สหรัฐตามงบการเงิน) เติบโตถึง +36% YoY (สูงกว่าคาด 5%) และมีกำไรต่อหุ้น (EPS) อยู่ที่ 0.06 หยวน เติบโตสูงถึง +200% YoY (สูงกว่าคาดถึง 74%) ได้รับแรงหนุนหลักจากความต้องการใช้ชิปเทคโนโลยีขั้นสูงที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับความสามารถในการปรับเพิ่มราคาขาย ซึ่งส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ขยายตัวอย่างแข็งแกร่งแตะระดับ 25.3% (สูงกว่าตลาดคาดที่ 21.4%) และคาดว่าไตรมาสถัดไปจะโตต่อเนื่องอีกราว 2%-3% QoQ พร้อมอัตรากำไรขั้นต้นที่สูงขึ้น แนะนำเก็งกำไรผ่าน DR: SMIC23
- LENOVO (992 HK): รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปีบัญชี 2027 เติบโตอย่างแข็งแกร่งจนสร้างความตื่นตัวให้กับตลาด ส่งผลให้ราคาหุ้นปิดพุ่งแรงกว่า 20% โดยมีรายได้รวม 2.69 หมื่นล้านหยวน เติบโต +43% YoY (สูงกว่าคาด 20%) และมี EPS อยู่ที่ 0.09 หยวน เติบโตสูงถึง +181% YoY (สูงกว่าคาดถึง 486%) ปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากการเติบโตอย่างมหาศาลของยอดขาย AI Server สำหรับ Data Center ซึ่งมีรายได้พุ่งแตะ 8.51 พันล้านหยวน (+98% YoY และสูงกว่าคาดถึง 39%) ขณะที่ธุรกิจคอมพิวเตอร์ (PC) และอุปกรณ์อัจฉริยะขยายตัวได้ดีที่ระดับ +27% YoY ฝ่ายวิจัยมีมุมมองบวกอย่างมากต่อกลุ่มผู้ผลิตและจำหน่าย AI Server แนะนำเก็งกำไรผ่าน DR: LENOVO19, DR: DELL19 และ DR: SMCI03
กำไร บจ. ไทย ไตรมาส 2 แกร่งเกินคาด 11.9% หนุนโอกาสปรับเป้าหมายดัชนี (Target SET) ปีนี้ สำหรับสถานการณ์ฝั่งตลาดหุ้นไทย (SET Index) ภาพรวมการประกาศงวดผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 ของบริษัทจดทะเบียนไทยจำนวน 283 บริษัท (คิดเป็นสัดส่วนมาร์เก็ตแคปสูงถึง 93% ของตลาด) เผยให้เห็นทิศทางกำไรสุทธิที่แข็งแกร่งกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ (Earnings Surprise) เฉลี่ยสูงถึง +11.9% เมื่อรวมผลประกอบการของกลุ่มที่ประกาศออกมาแล้วเข้ากับตัวเลขคาดการณ์ของกลุ่มที่เหลือ ประเมินว่ากำไรสุทธิรวมงวดไตรมาส 2/2569 ของ บจ.ไทย จะสูงถึง 3.55 แสนล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น +6.7% QoQ และ +8.2% YoY ทำให้อัตรากำไรโดยรวมในงวดครึ่งปีแรก (Q1-Q2) คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 60% ของเป้าหมายรวมทั้งปีแล้ว ส่งผลให้ความกดดันในการทำกำไรของบจ. ไทย ในช่วงครึ่งปีหลังปรับลดลงอย่างมาก (เฉลี่ยต้องการเพียงไตรมาสละ 2.45 แสนล้านบาทเท่านั้น) และถือเป็นการเพิ่มโอกาส (Upside) ในการปรับเป้าหมายกำไรต่อหุ้นของตลาด (EPS) เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ตั้งไว้ที่ 95 บาท/หุ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนให้มูลค่าพื้นฐานของดัชนีหุ้นไทย (Target SET) ปรับตัวสูงขึ้นต่อไปได้ในอนาคต สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมหลักที่หนุนกำไรไตรมาส 2 โตเด่น ได้แก่ กลุ่มปิโตรเคมี (PETRO), กลุ่มบรรจุภัณฑ์ (PKG) และ กลุ่มพลังงาน (ENERG) ซึ่งหากรวบรวมกลุ่มที่มีธุรกิจอิงกับสินค้าโภคภัณฑ์เป็นหลัก (Commodities-linked อาทิ พลังงาน, ปิโตรเคมี, เกษตร, อาหาร) พบว่ามีสัดส่วนกำไรรวมคิดเป็นสูงถึง 44% ของกำไรทั้งตลาดรวมกัน (จากปกติเฉลี่ยเพียงประมาณ 30%)
กลยุทธ์ฝ่าฟันด์โฟลว์ผันผวนระยะสั้น – คัดเลือกหุ้นเด่นประจำวัน ชู 3 ธีมเด่นนำทาง แม้ว่าทัศนคติการลงทุนของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีสหรัฐฯ ที่ปรับตัวขึ้นแรง จะเป็นปัจจัยดึงดูดให้กระแสเงินทุนต่างชาติชะลอตัวและสลับฝั่งมาเป็นขายสุทธิ (Net Sell) ในตลาดหุ้นไทยในช่วงเดือนสิงหาคมนี้สะสมแล้วเกือบ 10,000 ล้านบาท ส่งผลให้ดัชนี SET ปรับฐานลงเล็กน้อย -0.6% MTD แต่หากพิจารณาเจาะลึกเฉพาะรายหลักทรัพย์ในกลุ่มดัชนี SET100 พบว่ายังคงมีหุ้นหลายตัวที่สามารถสร้างผลตอบแทนสู้ดัชนีได้เป็นอย่างดี โดยสามารถแบ่งกลุ่มหุ้นที่มีทิศทางโดดเด่นและน่าลงทุนออกมาเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่:
- กลุ่มผลประกอบการแข็งแกร่ง/ฟื้นตัวเด่นชัด (Earnings Surprise / Turnaround): หุ้นที่รายงานกำไรไตรมาส 2 แข็งแกร่งเกินคาด หรืออัตรากำไรขั้นต้น (Margin) พลิกกลับมาขยายตัวได้ดี ได้แก่ IRPC, TCAP, KCE, CENTEL
- กลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากทิศทางราคาพลังงานและภูมิรัฐศาสตร์ (Commodity / Geopolitical Benefit): หุ้นที่ได้รับอานิสงส์ทางอ้อมจากการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันและค่าระวางเรือ จากสภาวะความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ได้แก่ TASCO, RCL, BCP, PTTGC
- กลุ่มคาดหวังผลการดำเนินงานครึ่งหลังขยายตัวสูง (2H Recovery / Lagging Play): หุ้นกลุ่มท่องเที่ยวและบริการทางการแพทย์ที่ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว และเตรียมตอบรับอานิสงส์เชิงบวกอย่างเต็มที่ในช่วง High Season ในช่วงปลายปี ได้แก่ THAI, ERW, BCH
แนะนำหุ้นเด่นประจำวัน เพื่อเป็นช่องทางการลงทุนที่ปลอดภัยและมีปัจจัยหนุนเฉพาะตัวสูง ดังนี้:
- PTT: รายงานผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 2 เติบโตแข็งแกร่งทั้ง YoY และ QoQ ดีกว่าตลาดคาด อีกทั้งราคาหุ้นปัจจุบันยังอยู่ในระดับที่ตามหลังตลาด (Laggard) และเป็นหุ้นที่มีอัตราการจ่ายปันผลในระดับสูง (ทางเทคนิค: แนวรับ 39.00 บาท / แนวต้าน 42.00 บาท / จุดตัดขาดทุน 37.50 บาท)
- BDMS: แม้ทิศทางผลกำไรในช่วงไตรมาส 2 อาจเห็นการชะลอตัวลงตามฤดูกาล แต่ประเมินว่างวดไตรมาส 3 จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ (Turning Point) นำบริษัทก้าวเข้าสู่ช่วง High Season จากปริมาณความต้องการใช้บริการทางการแพทย์ของทั้งผู้ป่วยในประเทศและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน (ทางเทคนิค: แนวรับ 19.40 บาท / แนวต้าน 20.60 บาท / จุดตัดขาดทุน 19.10 บาท)
- CENTEL: รายงานผลกำไรปกติไตรมาส 2 ออกมาสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ และคาดการณ์ว่าทิศทางผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 3 จะยังคงเติบโตต่อเนื่อง YoY ก่อนที่จะทำระดับสูงสุดของปีในไตรมาส 4 ตามวงจรฤดูกาลท่องเที่ยวหนุน (ทางเทคนิค: แนวรับ 42.75 บาท / แนวต้าน 44.00 บาท / จุดตัดขาดทุน 42.00 บาท)
ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง
Web : https://www.mitihoon.com/
Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon
































