
มิติหุ้น – HBOT ออกซิเจนแรงดันสูง ทางเลือกเสริมการรักษาแผลเรื้อรัง-ฟื้นฟูเนื้อเยื่อ แพทย์ย้ำต้องใช้ให้ “ถูกคน ถูกภาวะ ถูกวิธี”
“ออกซิเจน” ไม่ได้มีบทบาทเพียงเพื่อการหายใจ แต่เมื่อใช้ภายใต้ระดับความดันที่เหมาะสม สามารถเพิ่มปริมาณออกซิเจนที่ส่งไปยังเนื้อเยื่อ และนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของการรักษาภาวะทางการแพทย์หลายประเภท ตั้งแต่แผลเรื้อรังจากโรคเบาหวาน ภาวะเนื้อเยื่อขาดออกซิเจน ภาวะฉุกเฉินบางชนิด ไปจนถึงการฟื้นฟูเนื้อเยื่อหลังผ่าตัด
พญ.ภัทรลดา ฤทธิวงศ์ แพทย์ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์ชะลอวัย โรงพยาบาล พระรามเก้า ให้ข้อมูลว่า Hyperbaric Oxygen Therapy (HBOT) หรือการบำบัดด้วยออกซิเจนแรงดันสูง เป็นการให้ออกซิเจนภายใต้ระดับความดันที่เหมาะสม เพื่อให้ออกซิเจนเข้าสู่เนื้อเยื่อได้มากขึ้น ช่วยสนับสนุนการสร้างพลังงานของเซลล์ การสมานแผล การซ่อมแซมเนื้อเยื่อ การสร้างหลอดเลือดใหม่ รวมถึงสนับสนุนการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน โดยระดับความดัน ระยะเวลา และจำนวนครั้งต้องกำหนดให้เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละราย
ปัจจุบัน HBOT มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ในหลายภาวะ เช่น โรคจากการลดความกดอากาศ (Decompression Sickness) ที่พบในนักดำน้ำ ภาวะฟองก๊าซอุดตันในหลอดเลือด ภาวะพิษจากคาร์บอนมอนอกไซด์ ภาวะหูดับเฉียบพลัน และภาวะหลอดเลือดแดงจอประสาทตาอุดตันเฉียบพลัน รวมถึงการติดเชื้อรุนแรงของเนื้อเยื่อบางชนิด กระดูกอักเสบติดเชื้อเรื้อรัง แผลเบาหวานบางกรณี และเนื้อเยื่อปลูกถ่ายหรือแผ่นเนื้อเยื่อที่มีเลือดไปเลี้ยงไม่เพียงพอ โดยแพทย์จะพิจารณาตามสภาวะของผู้ป่วยเป็นรายบุคคล
หนึ่งในบทบาทสำคัญของ HBOT คือการใช้ร่วมในการดูแลแผลเรื้อรัง โดยเฉพาะแผลเบาหวานในผู้ป่วยที่มีข้อบ่งชี้ซึ่งมักมีหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งปัญหาการไหลเวียนเลือด การติดเชื้อ และกระบวนการสมานแผลที่ผิดปกติ นอกจากนี้ HBOT ยังสามารถใช้ในการดูแลเนื้อเยื่อหลังการผ่าตัดหรือศัลยกรรมบางกรณี โดยเฉพาะเมื่อมีความเสี่ยงจากภาวะขาดเลือด หรือเนื้อเยื่อปลูกถ่ายมีเลือดไปเลี้ยงไม่เพียงพอ โดย HBOT ไม่ได้ทดแทนการรักษาหลัก แต่เป็นเทคโนโลยีเสริมที่ช่วยให้การรักษาได้ผลดียิ่งขึ้น
พญ.ภัทรลดา ให้ข้อมูลต่อว่า ปัจจุบันเทคโนโลยี HBOT ยังได้รับความสนใจในด้าน Wellness และการฟื้นฟูร่างกายในกลุ่มผู้ที่มีความเหนื่อยล้า อ่อนเพลีย เครียด นอนไม่หลับ รวมถึงผู้ที่มีภาวะ Long COVID อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนที่สามารถเข้ารับการรักษาได้ทันที ก่อนรักษาต้องประเมินปอด หูและไซนัส ระบบหัวใจและหลอดเลือด ความดันโลหิต ประวัติการชัก ยาที่ใช้อยู่ รวมถึงอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ฝังอยู่ในร่างกาย
โดยเฉพาะ ภาวะลมรั่วในช่องเยื่อหุ้มปอดที่ยังไม่ได้รับการรักษา (Untreated Pneumothorax) ถือเป็นข้อห้ามสำคัญสำหรับการทำ HBOT นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงของความดันระหว่างการรักษาอาจทำให้เกิดอาการปวดหูหรือการบาดเจ็บจากแรงดันได้ ขณะที่การได้รับออกซิเจนในระดับสูงอาจมีความเสี่ยงต่อภาวะพิษจากออกซิเจนในบางกรณี จึงจำเป็นต้องอยู่ภายใต้การดูแลของบุคลากรทางการแพทย์ สำหรับผู้ที่มีแผน เดินทางโดยเครื่องบินหรือดำน้ำ ควรแจ้งแพทย์ล่วงหน้า เพื่อประเมินช่วงเวลาที่เหมาะสมก่อนและหลังการรักษา เนื่องจากต้องคำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงของความดัน HBOT จึงไม่ใช่เพียงการเข้าไปหายใจรับออกซิเจน แต่เป็นการรักษาทางการแพทย์ที่ต้องควบคุมทั้งระดับความดัน ปริมาณออกซิเจน และระยะเวลาให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย
พญ.ภัทรลดา ให้ข้อมูลปิดท้ายว่า ปัจจุบันมีการนำเทคโนโลยีออกซิเจนความดันสูงมาใช้อย่างแพร่หลาย ประเด็นสำคัญที่คนไข้ควรรู้คือ HBOT ทางการแพทย์แตกต่างจาก “ตู้ออกซิเจน” หรือห้องปรับแรงดันทั่วไป การเพิ่มออกซิเจนหรือแรงดันเพียงอย่างเดียวไม่ได้หมายความว่าจะให้ผลเทียบเท่าการรักษาด้วย HBOT เพราะการรักษาทางการแพทย์ต้องพิจารณาทั้ง ระดับความดัน ปริมาณออกซิเจน ระยะเวลา จำนวนครั้ง มาตรฐานอุปกรณ์ ระบบความปลอดภัย ข้อบ่งชี้ และการดูแลโดยบุคลากรทางการแพทย์
HBOT ไม่ใช่การสูดออกซิเจนให้มากที่สุดแล้วจะยิ่งดี แต่ต้องใช้ให้เหมาะกับข้อบ่งชี้และสภาวะของแต่ละคน สิ่งสำคัญคือรู้ว่าใครควรใช้ ใช้เมื่อไร และใช้อย่างไรให้ปลอดภัย เพราะเทคโนโลยีจะเกิดประโยชน์สูงสุดเมื่อใช้ถูกคน ถูกภาวะ ถูกวิธี และอยู่ภายใต้มาตรฐานทางการแพทย์”
ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง
Web : https://www.mitihoon.com/
Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

































