วันอาทิตย์ 20 กันยายน 2026

OKJ น่ากังวลแค่ไหน? เปิดจุดอ่อนที่ตลาดยังไม่พูดถึง

ราคาหุ้น OKJ หรือ บริษัท ปลูกผักเพราะรักแม่ จำกัด (มหาชน) ทำนิวโลว์ไปแล้วที่ 3.30บ.หรือปรับลงมากว่า 50%  จากราคา IPO (เทียบราคา IPO 6.70 บ. ) และราคาปรับลงเกือบ 80% จากราคาสูงสุด 16.30 บ.( วันที่ 21 พ.ย.67 ) โดยพบว่าราคาทะยานจนทำจุดสูงสุด หลังเข้า ตลท. (เข้าเทรด 4 ต.ค.67) เพียงเดือนเศษ คงต้องบอกว่าการเข้าจดทะเบียนตลาดหุ้นไทย ด้วยการชูคอนเซ็บ “การปลูกผักสลัดออร์แกนิก” เหมือนเป็นสิ่งแปลกใหม่สำหรับนักลงทุนและเทรดเดอร์ จนตอนนี้ก็ไม่รู้ใครติดดอยที่ราคาไหนกันบ้าง?

ขณะที่ช่วงนั้นบรรดานักวิเคราะห์โปรยยาหอม (ช่วงเข้าตลาดใหม่ๆ) คาดการณ์กันว่าปิดสิ้นปีกำไร 67 กำไรจะทยานต่อ 265 ลบ.แต่สุดท้ายก็หักปากเซียนเป็นแถบๆ เพราะทำกำไรเพียง 200 ลบ.เหตุ Q4/67 ทำผลงานได้น่าผิดหวังแบบสุดๆ ซึ่งผลงานก็ยอดแย่ต่อเนื่องในปี 68 เพราะทำกำไรได้เพียง 70 ลบ. เรียกได้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจริงกับที่สิ่งบรรดานักวิเคราะห์ได้รับรู้รับทราบข้อมูล เหมือนมาจากข้อมูลคนละข้อมูล ช่างแตกต่างจากความเป็นจริง เพราะบางค่ายก็ยังมองโอกาสทำกำไรทะลุ 300 ลบ.ต่อมันเกิดอะไรขึ้นกับ OKJ กันแน่????

ซึ่งหากจะมานั่งวิเคราะห์กันแบบบ้านๆโดยไม่ต้องอ้างอิงกูรูอย่างนักวิเคราะห์ 1.ธุรกิจปลูกผักอินทรีย์ ก็จัดว่าใครๆก็สามารถทำได้ทั่วไป เพราะประเทศไทยเป็นเมืองเกษตร ไม่ได้มีความซับซ้อนด้านการเพราะปลูกความหมายคือ คู่แข่งก็อยู่ทุกพื้นที่ตั้งแต่รายเล็กจนรายใหญ่ ซึ่งมันก็คงไม่แปลกที่การควบคุมราคาสูงๆเพื่อหวังมาร์จิ้นสูงๆก็จะยิ่งทำให้ได้ยาก เพราะมีสิ่งทดแทนได้ง่ายยิ่งกว่าปลอกกล้วย… ถึงแม้ว่า จะมีจุดแข็งการทำเป็นอาหารพร้อมทาน อาหารจานเดี่ยว สลัด สเต็ก น้ำผักผลไม้ เบเกอรี่ ด้วย เป็นต้น เพื่อส่งขายในสาขา และส่ง Restaurant, สาขาคาเฟ่อเมซอน (ผู้ถือหุ้นใหญ่),ก็ตาม  

หากจะใช้ Skill เพิ่มขึ้นมาอีกนิดตามหลักการตลาดเรื่องของความแข็งแรงและการจงรักภักดีต่อแบรนด์ของลูกค้าซึ่ง กลุ่มเป้าหมายของ OKJ คือ “ขายให้กับกลุ่มคนมีตัง ตั้งแต่กลุ่มระดับกลางบน” ซึ่งในภาวะที่เศรษฐกิจไม่ดีกลุ่มนี้ก็ยังถูกกระทบไปด้วยเช่นกัน และรายได้หลักยังมาจากแบรนด์ “โอ้กะจู๋” ถ้ากระแสตก หรือภาพลักษณ์ธุรกิจเปลี่ยนจะกระทบต่อ รายได้ OKJ ทันที แถมการควบคุมต้นทุนยังลำบาก ทั้ง วัตถุดิบ ค่าแรง และค่าเช่าจากการขยายสาขา แม้ว่าที่ผ่านมา OKJ เริ่มกระจายความเสี่ยงจากการขยายไลน์ธุรกิจเพิ่มไปสู่น้ำผักและผลไม้ เพื่อสุขภาพ และอาหารจานเดี่ยว ซึ่งถือเป็นการต่อยอดก็ตาม แต่ก็ยังไม่มีความชัดเจนในแบรนด์เมื่อเทียบกับคู่แข่ง

จนเกิดคำถามว่าจากนี้ไป OKJ จะกลับไปเป็นหุ้น Growth ในกลุ่มร้านอาหาร ได้หรือไม่?  ด้านบล.กรุงศรี ระบุว่า คาดกำไรปี 69 ที่ 58 ลบ.แนะนำ “ขาย” เคาะราคาเป้าหมายที่ 2 บ. นั่นแสดงว่าราคาในกระดานยังแพงอยู่และมีโอกาสปรับลงได้อีก ซึ่งสะท้อนผลงานที่ยังอ่อนแอ และค่าใช้จ่ายที่สูงจากการทำแคมเปญและการขยายสาขา ขณะที่ระดับมูลค่าหุ้นยัง ตึงตัว โดยปัจจุบันซื้อขายที่ PER ปี 69 ราว 42 เท่า เทียบกับค่าเฉลี่ย กลุ่มร้านอาหารที่ประมาณ 20 เท่า จึงมองว่า valuation อยู่ในระดับแพง ดูแล้ว OKJ ยังไม่สามารถแก้ pain point ของตัวเองได้

ดังนั้นหากให้สรุป OKJ ไม่ใช่หุ้นโลกใหม่ แค่ใช้สตอรี่ที่ในตลาดหุ้นไม่เคยมี สร้างกระแสให้คนเชื่อเท่านั้น แต่โลกทุกวันนี้ไปไกลกว่านี้มากในกลุ่มนวัตกรรมด้านอาหาร หากผู้บริหารคิดจะปรับให้ทันเกมโลกใหม่ และกลุ่มเป้าหมายต้องไม่ใช่ในประเทศที่ทำกันได้ทั่วไป การมุ่งเจาะประเทศที่ต้องการอาหารยังมีอีกเยอะฝากผู้บริหารคิดให้กว้างๆและรอบด้านกว่านี้ หากยังคิดจะยืนอยู่ในตลาดหุ้นไทยอย่างยั่งยืนโดยแท้จริง รวมทั้งควรคำนึงถึงนักลงทุนให้มากๆ

ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

Web : https://www.mitihoon.com/
Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon