PTTEPปิดดีลแหล่งเมอร์ฟี่ออยล์ หนุน EBITDA เพิ่มขึ้นกว่า 16% เตรียมทบทวนแผนลงทุนปีนี้

59

ผู้สื่อข่าว “มิติหุ้น” รายงานว่า บมจ.ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม หรือ PTTEP โดยนายพงศธร ทวีสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เปิดเผยภายหลังจากการลงนามสัญญาซื้อหุ้นทั้งหมดของบริษัท เมอร์ฟี่ ซาบาห์ ออยล์ จำกัด และบริษัท เมอร์ฟี่ ซาราวัก ออยล์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัท เมอร์ฟี่ ออยล์ คอร์ปอเรชั่น เรียบร้อยแล้ว

โดยการซื้อขายครั้งนี้ครอบคลุมแหล่งน้ำมันและแหล่งก๊าซธรรมชาติ จำนวน 5 โครงการ และที่เริ่มผลิตแล้วจำนวน 2 โครงการกำลังการผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้น 48,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน แต่คาดว่าจะรับรู้ในปีนี้ราว 24,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน ส่งผลให้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้น 7.5% หรือ 344,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน จากเป้าปริมาณขายปีนี้ที่ 320,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน

ทั้งนี้ จะส่งผลให้ กำไรก่อนหักก่อนหักภาษี ค่าเสื่อมและค่าจัดจำหน่าย (EBITDA) เพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 16% เทียบกับปี 61 ที่มี EBITDA ราว 3,860 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ส่วนอีก 3 โครงการนั้นอยู่ในขั้นตอนพัฒนา 1 โครงการหากมีการผลิตจะส่งผลให้ในปี 62 ปริมาณการขายจะเพิ่มเป็น 60,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน และเป็นโครงการอยู่ระหว่างสำรวจ 2 โครงการ

ขณะที่ในปีนี้บริษัทเตรียมเจาะแหล่งผลิตปิโตรเลี่ยมอีก 8 หลุมในเมียนมา 6 หลุม มาเลเซีย 2 หลุม คาดว่าใช้เงินราว 200 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนการซื้อหุ้นบริษัทย่อย บริษัท เมอร์ฟี่ ออยล์ คอร์ปอเรชั่น นั้นใช้เงิน 2,127 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยจะใช้เงินสดในมือราว 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐเพียงพอสำหรับการลงทุนซื้อกิจการในครั้งนี้

อย่างไรก็ตาม หลังจากซื้อกิจการเพิ่มในปีนี้ส่งผลให้เหลือเงินสดในมือราว 1,873 ล้านเหรียญสหรัฐ ทำให้บริษัทต้องทบทวนแผนลงทุน งบลงทุน ปริมาณการขาย 5 ปี (62-66) ใหม่ จากเดิมเตรียมงบลงทุนไว้ 16,105 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยปัจจุบันมีหนี้สินต่อทุน (D/E) 0.16 เท่ายังมีศักยภาพในการกู้เงินอีกราว 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มปริมาณสำรองการผลิต PTTEP ก็อยู่ระหว่างพิจารณาซื้อกิจการและประมูลอีกหลายโครงการทั้งในไทยและต่างประเทศ  ส่วนโครงการโมซัมบิก โรวูมา ออฟชอร์ แอเรีย วัน คาดว่าจะสรุปการลงทุนขั้นสุดท้ายได้ต้นเดือน พ.ค. 62