วันเสาร์ 31 มกราคม 2026
หน้าแรก ปักหมุด

7UP วางเป้ารายได้ปีนี้1.4 พันลบ. มั่นใจทุกธุรกิจเติบโตแกร่ง ปีหน้าเล็งชงผถห.ล้างขาดทุนสะสมเกลี้ยง คาดจ่ายปันผลปี 64

1050

ผู้สื่อข่าว “มิติหุ้น” รายงานว่า บมจ.เซเว่น ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ หรือ7UP โดยนายสิทธิชัย กฤชวิวรรธน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เปิดเผยว่า บริษัทคาดปี 62 จะมีรายได้ 1,400 ล้านบาท เติบโตราว 70% จากปีก่อน และผลประกอบการพลิกมีกำไรเป็นปีแรกในรอบ 5 ปี จากการเริ่มรับรู้ผลจากการเข้าลงทุนในโครงการต่าง ๆ และสามารถจัดการปัญหาที่มีมาแต่ในอดีต และปรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจกระจายการลงทุนเข้าสู่ธุรกิจที่มีศักยภาพการเติบโตในอนาคต โดยเฉพาะธุรกิจสาธารณูปโภคการบริหารจัดการน้ำ การบริหารกำจัดกากขยะอุตสาหกรรม การเข้าลงทุนในธุรกิจพลังงานทดแทน รวมทั้งรายได้จากธุรกิจด้านวิทยุสื่อสารโทรคม

ทั้งนี้ ผลประกอบการไตรมาส 2/62 บริษัทสามารถพลิกมีกำไรสุทธิเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ไตรมาส และปลดเครื่องหมาย “C” ตามที่ได้ให้คำมั่นไว้กับผู้ถือหุ้น โดยช่วงถัดจากนี้ไปบริษัทจะทุ่มเทกับการดำเนินธุรกิจอย่างเต็มที่ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว เร่งคืนผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้นโดยเร็ว

สำหรับการดำเนินธุรกิจจัดการและกำจัดกากขยะอุตสาหกรรม แบ่งตามใบอนุญาตที่ได้รับ คือ ประเภท 101 ประกอบกิจการโรงงานปรับปรุงคุณภาพของเสียรวม และ ประเภท 105 ประกอบกิจการเกี่ยวกับการคัดแยกหรือฝังกลบสิ่งปฎิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว ซึ่งครอบคลุมถึงการลงทุนในเตาเผาขยะอุตสาหกรรม ที่มีกำลังการเผาขยะอุตสาหกรรมขนาด 330 ตันต่อวัน ซึ่งจะสร้างเสร็จในช่วงปลายปี 64 โดยในปัจจุบันบริษัทฯ มีการดำเนินธุรกิจรับกำจัดกากขยะอุตสาหกรรม ในรูปแบบการฝังกลบอยู่แล้ว โดยบริษัทฯ มีรถบรรทุกที่วิ่งรับกากขยะอุตสาหกรรมจากโรงงานต่างๆ จำนวนทั้งสิ้น 34 คัน

สำหรับธุรกิจบริการขนส่งสินค้าและผู้โดยสารชายฝั่งตะวันออกกับภาคกลางตอนล่างและภาคใต้ (ROPAX Ferry Services) ดำเนินการภายใต้บริษัท ซีฮอร์ส เฟอร์รี่ จำกัด จะเริ่มให้บริการในเส้นทาง สัตหีบ-ประจวบคีรีขันธ์ ระยะทางถนน 530 กิโลเมตร ใช้เวลา 11-13 ชั่วโมง หากเป็นขนส่งทางเรือจะใช้ระยะเวลา 5-6 ชั่วโมง เส้นทางแหลมฉบัง-ประจวบคีรีขันธ์ ระยะทางถนน 470 กิโลเมตร ใช้เวลา 10-12 ชั่วโมง หากเป็นขนส่งทางเรือจะใช้ระยะเวลา 7-8 ชั่วโมง และเส้นทางถัดไป เส้นทางชลบุรี-สงขลา ระยะทางถนน 1,100 กิโลเมตร ใช้เวลา 23-24 ชั่วโมง หากเป็นขนส่งทางเรือจะใช้เวลา 19-20 ชั่วโมง เบื้องต้นจะเริ่มให้บริการขนส่งผู้โดยสารและสินค้าในเส้นทางแหลมฉบัง-ประจวบคีรีขันธ์ เป็นเส้นทางแรก

“บริษัทคาดหวังว่าธุรกิจนี้จะได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก โดยวางแผนซื้อเรือเพิ่ม 5 ลำ ใช้งบลงทุนลำละ 20 ล้านเหรียญ ซึ่งภายในปี 63 จะมีเพิ่มอีก 2 ลำ และทยอยส่งมอบถึงปี 64โดยคาดต้นปี63 เรือลำแรกจะหนุนรายได้เพิ่มราว 900 ล้านบาท” นายสิทธิชัย กล่าว

ส่วนโครงการจัดซื้อสะพานเทียบเครื่องบิน ท่าอากาศยานดอนเมือง จำนวน 33 ชุด มูลค่ากว่า 400 ล้านบาท อัตรากำไรขั้นต้น 10% อยู่ระหว่างรอลงนามในสัญญา ด้านโครงการโรงไฟฟ้าประชารัฐชีวมวลในภาคใต้ จำนวน 2 โรง คือ โรงไฟฟ้าประชารัฐ แม่ลาน ในจังหวัดปัตตานี กำลังการผลิตไฟฟ้า 3 เมกกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าประชารัฐ บันนังสตา ในจังหวัดยะลา จำนวน 3 เมกกะวัตต์ ดำเนินการผ่านการลงทุนในบริษัท อีโค เอ็นเนอร์ยี กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น จำกัด(ECO) ซึ่งคาดว่าจะสามารถขายกระแสไฟฟ้าได้ (COD) ภายในเดือนธันวาคม 2563

ขณะที่ธุรกิจปรับปรุงคุณภาพน้ำเพื่อการเลี้ยงกุ้ง ปัจจุบันบริษัทฯได้เริ่มให้บริการในประเทศไทยแล้ว โดยรับบำบัดน้ำให้กับฟาร์มกุ้งของบริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF สำหรับเฟสแรกส่งน้ำ 50,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน ได้เริ่มดำเนินการในช่วงไตรมาสแรกของปี 2562 ไปแล้ว และเตรียมส่งมอบในเฟสที่สอง 14,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวันในช่วงเดือนกันยายน 2562 โดยมีแผนที่จะขยายกำลังการบำบัดน้ำดังกล่าวเพิ่มขึ้นในปี 2563 ไปสู้พื้นที่ในประเทศไทยที่ติดชายทะเล และ ประเทศในแถบภูมิภาคอาเซียน ซึ่งอยู่ระหว่างการหารือร่วมกับทาง CPF
ส่วนโครงการจัดหาติดตั้งเสาและพาดสายไฟเบอร์ออพติก เมืองเวียงจันทน์ ประเทศสาธารณชนประชาธิปไตยประชาชนลาว(สปป.ลาว) มูลค่าโครงการกว่า 100 ล้านบาท อัตรากำไรขั้นต้น 10% ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินงานเฟสแรก เพื่อติดตั้งเสา 146 กิโลเมตร และคาดว่าจะเริ่มติดตั้งเสาเฟส 2 ที่ 200 กิโลเมตรในช่วงปลายปี 62 นี้
นอกจากนี้ โครงการจัดการของเสียปรอทจากแท่นหลุมผลิตในอ่าวไทย เป็นไปตามอนุสัญญามินามาตะว่าด้วยปรอท ขณะนี้ บริษัทฯ ได้เจรจาเข้าลงทุนในบริษัทที่ได้รับใบอนุญาตประเภท 106 สามารถให้บริการกำจัดสารปรอทของแท่นหลุมผลิตที่หมดอายุสัมปทานในทะเลอ่าวไทย คาดว่าจะสามารถเริ่มให้บริการได้ภายในปี 63

อย่างไรก็ตาม บริษัทคาดธุรกิจและโครงการลงทุนต่างๆ จะเข้ามาช่วยสนับสนุนการเติบโตของบริษัทฯในระยะ 2-3 ปีข้างหน้า หรือคาดว่าภายใน 64 บริษัทจะมีรายได้ราว 4,000 ล้านบาท โดยธุรกิจกำจัดกากอุตสาหกรรม (UWM ) จะกลายเป็นธุรกิจหลักสร้างรายได้ในสัดส่วน 31% ตามด้วยธุรกิจเดินเรือ (ซีฮอร์ส เฟอร์รี่) สัดส่วน 27% ขณะที่สตาร์แก๊ส จำกัด จะลดลงเหลือ 24%

“ปัจจุบันบริษัทมีขาดทุนสะสมอยู่ราว 1,000 กว่าล้านบาท ซึ่งปี 63 หากบริษัทดำเนินธุรกิจและโชว์ตัวเลขกำไรสุทธิได้ มีแผนเป็นแนวทางว่าจะขออนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นในคราวหน้า เพื่อลดทุนล้างขาดทุนสะสมทั้งหมดที่มีอยู่ และหลังจากนั้นคาดจะสามารถจ่ายปันผลได้อย่างเร็วที่สุดในปี 64” นายสิทธิชัย กล่าว