JASIF น่าช้อปเพิ่ม คุ้มค่า ปันผลร้อนแรง

427

กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานบรอดแบรนด์อินเทอร์เน็ต จัสมิน (JASIF) ที่มีนโยบายลงทุนในกรรมสิทธิ์เส้นใยแก้วนำแสงของ บมจ. ทริปเปิลที บรอดแบนด์ (TTTBB) ซึ่งมีขนาดสินทรัพย์ ณ ปัจจุบันอยู่ที่ 980,500 คอร์กิโลเมตร ด้วยทุนจดทะเบียน 54,183.8 ล้านบาท จัดเป็น 1 ใน 10 ประเภทกองทุนที่ลงทุนในกิจการโครงสร้างพื้นฐานที่ประกอบด้วย  ระบบขนส่งทางราง, ประปา, ท่าอากาศยาน หรือสนามบิน, โทรคมนาคม, ระบบบริหารจัดการน้ำ/การชลประทาน, ไฟฟ้า, ถนน ทางพิเศษ หรือทางสัมปทาน, ท่าเรือน้ำลึก, พลังงานทางเลือก, ระบบป้องกันภัยธรรมชาติ โดยคุณประโยชน์ของกองทุนที่ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้เพื่อเป็นประโยชน์สาธารณะ ช่วยแบ่งเบาภาระงบประมาณการลงทุนและการก่อหนี้สาธารณะของภาครัฐ เพราะต้องใช้เงินลงทุนค่อนข้างสูง

ล่าสุดผู้ถือหน่วย JASIF ไฟเขียวเข้าลงทุนในทรัพย์สินเส้นใยแก้วนำแสง จำนวนไม่เกิน 700,000 คอร์กิโลเมตร ซึ่งอยู่ในเส้นทางเพิ่มเติมจากทรัพย์สินที่กองทุนฯ ถือกรรมสิทธิ์ในปัจจุบันมูลค่าไม่เกิน 38,000 ล้านบาทจาก TTTBB  ส่งผลให้กองทุนฯ มีขนาดทรัพย์สินเส้นใยแก้วนำแสงเพิ่มขึ้นเป็นไม่เกิน 1,680,500 คอร์กิโลเมตร โดยทรัพย์สินใหม่เป็นเส้นใยแก้วนำแสงที่สร้างขึ้นเฉลี่ยเพียง 1 – 3 ปี มีอายุการใช้งานที่ยาวนานเฉลี่ย 35 ปี ครอบคลุมพื้นที่ 925 อำเภอ ใน 77 จังหวัดทั่วประเทศ สามารถรองรับความต้องการใช้งานอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ในประเทศไทยที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น และการพัฒนาโครงข่ายระบบ 5G ในอนาคตที่จะส่งผลดีต่อการขยายตัวของธุรกิจการสื่อสารและโทรคมนาคม

ชูแหล่งเงินทุน 2 ส่วน “เพิ่มทุน-กู้”

ด้านแหล่งเงินทุน มาจาก 2 แหล่งใหญ่ คือ 1. เพิ่มทุนจดทะเบียนของกองทุนฯ จำนวนไม่เกิน 24,629 ล้านบาท จากจำนวน 54,183.8 ล้านบาท เป็นไม่เกิน 78,812.8 ล้านบาท โดยการออกและเสนอขายหน่วยลงทุนใหม่ จำนวนไม่เกิน 2,500 ล้านหน่วย ให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุนเดิมขึ้นเครื่องหมาย XB วันที่ 11 ตุลาคม 2562 กำหนดอัตราส่วน 2.2 หน่วยลงทุนเดิม ต่อ 1 หน่วยลงทุนใหม่ และราคาเสนอขายที่ 9 บาทต่อหน่วย ซึ่งวันจองซื้อหน่วยลงทุนเพิ่มทุน คือวันที่ 7 – 13 พฤศจิกายน 2562  และ 2.กู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินอีกไม่เกิน 15,500 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นเงินทุนส่วนหนึ่งสำหรับซื้อกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินส่วนเพิ่ม และกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินในประเทศอีกไม่เกิน 2,660 ล้านบาท เพื่อชำระภาษีมูลค่าเพิ่มจากการซื้อกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินส่วนเพิ่มครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นข้อได้เปรียบของกองทุนโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถกู้ยืมได้สูงสุดไม่เกิน 3 เท่าของส่วนทุน

ปันผลเด่นสุด 8-9 %

ภายหลังกองทุนฯ เข้าลงทุนเพิ่มเติม จะทำให้ประมาณการเงินปันส่วนแบ่งกำไรต่อหน่วยลงทุน (Cash Distribution Per Unit หรือ DPU) สำหรับช่วงเวลา 1 มกราคม – 31 ธันวาคม 2563 เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 1.0387 บาทต่อหน่วย หรือคิดเป็นอัตรา Dividend Yield ราว 9-10 % จากเดิมอยู่ที่ประมาณ 0.9924 บาทต่อหน่วย (บนสมมติฐานที่ออกหน่วยลงทุนใหม่ของกองทุนฯ จำนวน 2,500 ล้านหน่วย) ขณะที่นับจากจัดตั้งกองทุนฯ ได้จ่ายเงินปันผลแก่ผู้ถือหน่วยลงทุนแล้ว 18 ครั้ง รวมทั้งสิ้น 3.92 บาทต่อหน่วย  โดยล่าสุดได้จ่ายเงินปันผลแก่ผู้ถือหน่วยลงทุนจากงวดผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2562 ในอัตรา 0.23 บาทต่อหน่วย ในวันที่ 4 กันยายน 2562 ซึ่งพบว่าที่ผ่านมา JASIF จ่ายปันผลในอัตราเฉลี่ย 8-9 % ต่อปี ซึ่งเป็นหนึ่งในกองทุนที่จ่ายผลตอบแทนสูงสุดในกลุ่มกองทุนโครงสร้างพื้นฐานด้วยกัน ด้านบทวิเคราะห์ บล.ดีบีเอส วิคเคอรส์(ประเทศไทย) ระบุว่าทางฝ่ายวิจัย ประมาณการเงินปันผลปี 2563 ที่ 0.98 บาทหน่วย ส่วนปีนี้ประมาณการจ่ายปันผลที่ 0.93 บาท/หน่วย คิดเป็นอัตรา Dividend Yield ที่สูง 8-9 % ให้ราคาพื้นฐาน 10.80 บาท ทั้งนี้ มองว่าความเสี่ยงที่สูงชดเชยด้วยอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่จูงใจ ทั้งนี้ถ้าผู้ถือหน่วยเดิมมาใช้สิทธิเพิ่มทุนไม่ครบ ทาง JAS จะใช้สิทธิ์ที่เหลือด้วย

TTTBB รับประกันรายได้ค่าเช่า

ขณะที่ TTTBB ยังรับประกันรายได้ค่าเช่าให้แก่ JASIF อีกด้วย รวมถึงมีการขยายอายุสัญญาเช่าหลักในทรัพย์สินเดิมของกองทุนฯ ได้แก่ เส้นใยแก้วนำแสง จำนวน 980,500 คอร์กิโลเมตร โดยมี TTTBB เป็นคู่สัญญา จากเดิมจะสิ้นสุดอายุสัญญาเช่าในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 ขยายเป็น 29 มกราคม 2575 ทำให้กองทุนฯ มีความมั่นคงของกระแสรายได้จากค่าเช่าทรัพย์สินที่กองทุนฯ ลงทุนอยู่ในปัจจุบันได้ยาวนานขึ้น

www.mitihoon.com