วิเคราะห์สถานการณ์ราคาน้ำมัน

48

 

ราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้น จากอุปทานที่ยังคงตึงตัวและค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่อ่อนค่าลง

+ ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสและเบรนท์ปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้รับแรงหนุนจากอุปทานที่ยังคงตึงตัว ตลาดหุ้นทั่วโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น และค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่ปรับตัวอ่อนค่าลง ก่อนการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ ในวันที่ 26-27 ก.ค. นี้ โดยตลาดจับตาการประชุมในคืนนี้ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) จะมีการปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ระดับ 0.75% หรือไม่ เพื่อชะลอผลกระทบของอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ทั้งนี้ หาก FED มีการปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นในระดับที่รวดเร็วอาจจะส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจโลกและความต้องการใช้น้ำมัน

+ บริษัท Gazprom ของรัสเซียปรับลดการส่งออกก๊าซธรรมชาติผ่านท่อก๊าซธรรมชาติ Nord Stream 1 ลงมาเหลือที่ 20% ของกำลังการผลิต หลังก่อนหน้านี้กลับมาดำเนินการส่งออกที่ราว 40% ของกำลังการผลิต ส่งผลให้ราคาก๊าซธรรมชาติปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องจากอุปทานที่มีแนวโน้มตึงตัว ซึ่งปัจจัยดังกล่าวคาดจะส่งผลให้มีการหันมาใช้น้ำมันทดแทนก๊าซธรรมชาติเพิ่มมากขึ้น

– ปริมาณการผลิตลิเบียมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นแตะระดับ 1.2 ล้านบาร์เรลต่อวันภายใน 2 สัปดาห์หน้า หลังบริษัทน้ำมันแห่งชาติของลิเบีย (NOC) บรรลุข้อตกลงกับกลุ่มผู้ประท้วง โดยปัจจุบันลิเบียมีการผลิตน้ำมันดิบอยู่ที่ราว 0.86 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งปรับเพิ่มขึ้นจากก่อนหน้าที่ราว 0.56 ล้านบาร์เรลต่อวัน

ราคาน้ำมันเบนซิน-ปรับตัวเพิ่มขึ้นสวนทางกับราคาน้ำมันดิบดูไบ หลังได้รับแรงหนุนจากอุปสงค์ในภูมิภาคที่ยังคงอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะจากศรีลังกา อย่างไรก็ตาม ราคายังได้รับแรงกดดันจากปริมาณน้ำมันเบนซินคงคลังสิงคโปร์ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 2 เดือน

ราคาน้ำมันดีเซล-ปรับตัวลดลงมากกว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ หลังได้รับแรงกดดันจากอุปทานที่มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเกาหลีใต้ จีน อินเดีย และตะวันออกกลาง นอกจากนี้ ปริมาณน้ำมันดีเซลคงคลังสิงคโปร์ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 2 สัปดาห์ ยังส่งผลกดดันต่อราคาเช่นกัน

หน่วยวิเคราะห์สถานการณ์ราคาน้ำมัน บมจ. ไทยออยล์

@mitihoonwealth

https://lin.ee/cXAf0Dp