วันอาทิตย์ 20 กันยายน 2026

STARK เปิดโรดแมปปี64โต15-20% สปีดโรงงานเวียดนามเต็มสูบ (03/02/64)

มิติหุ้น- STARK กางแผนปี 64  ตั้งเป้ารายได้เติบโต 15-20% จากปีก่อน และทำสถิติสูงสุดใหม่ ผลจากธุรกิจสายไฟฟ้า และสายเคเบิลความต้องการใช้พุ่ง หนุนรายได้ทะลัก ฟากผู้บริหาร “ชนินทร์ เย็นสุดใจ” ลุยเพิ่มศักยภาพโรงงานเวียดนาม เผยปัจจุบันมีงานในมือ 9,000 ล้านปักธงรุกตลาดสหรัฐฯ ชี้เป็นตลาดที่มีศักยภาพ หลังจีนรับผลกระทบเรื่องกำแพงภาษี

นายชนินทร์ เย็นสุดใจ  ประธานกรรมการ บริษัท สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ STARK  ประกอบธุรกิจโดยการถือหุ้นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจผู้ผลิต และจำหน่ายสายไฟฟ้าสำหรับระบบการส่ง และจ่ายกระแสไฟฟ้า สายไฟฟ้าทั่วไป ซึ่งเป็นรายเดียวในประเทศไทยที่ให้บริการทดสอบระบบสายไฟฟ้าแรงดันสูงแบบเคลื่อนที่  เปิดเผยว่า ภาพรวมธุรกิจในปี 2564 บริษัทฯ ตั้งเป้าหมายการเติบโตของรายได้อยู่ที่ประมาณ 15-20% จากปีก่อน และคาดว่าจะสามารถทำสถิติสูงสุดใหม่ได้ เนื่องจากรายได้หลักคือ ธุรกิจสายไฟฟ้า และสายเคเบิล มีแนวโน้มการเติบโตที่ดีไปพร้อมกับอุตสาหกรรม

ขณะที่บริษัทฯ มีโรงงานทั้งในไทยและเวียดนาม ซึ่งทั้งสองประเทศที่มีการเติบโตและความต้องการการใช้ไฟฟ้าสูงสุดในอาเซียนตามการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ประกอบกับ บริษัทอดิสรสงขลา ซึ่งเป็นบริษัทย่อย จะสามารถสร้างการเติบโตของรายได้อยู่ที่ประมาณ 20% จากปีก่อนด้วยเช่นกัน อีกทั้งบริษัทฯ ยังมีกลยุทธ์ในการมุ่งเน้นการขายสินค้าในกลุ่มที่มีความสามารถในการทำกำไรได้สูง (High Margin)

รายได้เติบโตต่อเนื่อง

ด้านนายประกรณ์  เมฆจำเริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ STARK กล่าวว่า  รายได้หลักของบริษัทฯ ในปีนี้คาดว่าจะมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากการรับรู้ผลการดำเนินงานของเวียดนาม ซึ่งจะมีการเพิ่มความเร็วในกำลังการผลิตจากเดิมใช้อยู่ระดับ 45-50% เท่านั้น  รวมถึงรับรู้รายได้จากโครงการภาครัฐและเอกชนในประเทศไทยที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง เช่น โครงการนำสายไฟฟ้าลงใต้ดิน การขยายโครงการรถไฟฟ้า การอัพเกรดขนาดสายไฟ เพื่อรองรับการเติบโตของชุมชน การพัฒนาระบบสายส่งไฟฟ้า เป็นต้น

“บริษัทฯ มีกำลังการผลิตสายไฟฟ้าและสายเคเบิลรวม 2.2 แสนตันต่อปี โดยแบ่งเป็นไทยและเวียดนาม 50-50% ซึ่งไทยใช้กำลังการผลิตไป 60-70% ส่วนเวียดนามใช้กำลังการผลิต 45-50% เท่านั้น ทั้งนี้ ในปี 2564 บริษัทฯ จึงจะเพิ่มความเร็วในการผลิตส่วนของโรงงานเวียดนาม หลังจากที่ได้บูรณาการ 2 โรงงานเข้าด้วยกัน ซึ่งจะส่งผลทำให้โรงงานเวียดนามเกิดการประหยัดต่อขนาด และสร้างประสิทธิภาพสูงสุดให้บริษัทฯต่อไป” นายประกรณ์ กล่าว

ปัจจุบันบริษัทฯ มีงานในมือรอรับรู้รายได้ (Backlog) มูลค่ารวมอยู่ที่ 9,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นงานของโครงการภาครัฐ และเอกชน ทั้งงานในประเทศไทย และเวียดนาม โดยคาดว่าจะสามารถทยอยรับรู้รายได้อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งยังอยู่ระหว่างการเตรียมเข้าร่วมประมูลงานใหม่อีกจำนวนมาก       นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีแผนบุกตลาดสหรัฐฯ ผ่านทั้งบริษัทไทย และบริษัทในเวียดนาม เนื่องจากมองว่าเป็นตลาดที่มีศักยภาพในการเติบโต หลังจากจีนได้รับผลกระทบจากปัญหาด้านกำแพงภาษี ดังนั้น จึงเป็นโอกาสในการเข้าไปขยายตลาดเพิ่มขึ้นอีกด้วย

www.mitihoon.com