ดราม่า IO เพื่อใคร?

745

ไม่ต้องเสียเวลาไปถาม แล้วฟังคำตอบจากบรรดาผู้นำเหล่าทัพ แม่ทัพนายกอง ขุนทหารที่เพิ่งเข้ามารับตำแหน่งใหม่ให้เสียเวลา ว่าจะทำปฏิวัติ-รัฐประหาร หรือไม่?

เพราะทุกคนจะตอบแบบกระมิดกระเมี้ยนว่า “ไม่” ยังไม่อยู่ในความรู้สึกนึกคิด เป็นเรื่องล้าสมัย และไม่เป็นประชาธิปไตย

บรรดาผู้นำเหล่าทัพต้องตอบแบบหล่อๆ เท่ๆ และทันสมัยกันไว้ก่อน เนื่องจาก “หัวโขน” ยังไม่ทำงาน!

แต่ที่ทำงานกันอย่าง “ไร้สาระ” กันไปหรือไม่? นั่นก็คือการ IO (Information Operation) หมายถึงยุทธการทางข้อมูลข่าวสาร หรือกลยุทธ์การสู้ด้วยข้อมูลข่าวสาร ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยข่าวจริง ข่าวปลอม ข่าวอวย ข่าวลวง และการโฆษณาชวนเชื่อ

เป็นฝีมือของคนในกองทัพที่ทำแล้วถูกจับได้ว่า ใช้งบประมาณมาสร้างความแตกแยกเพื่ออะไร?

เนื่องจากการรายงานของทวิตเตอร์ที่ปรากฏเป็นข่าว เมื่อวันที่ 9 ต.ค. 63 ระบุว่า ไทยเป็น 1 ใน 5 ประเทศ (อิหร่าน ซาอุดีอาระเบีย คิวบา รัสเซีย ไทย) ตรวจพบปฏิบัติการข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับรัฐ มีการใช้เผยแพร่แนวคิดสนับสนุนทหารและรัฐบาล รวมทั้งโจมตีฝั่งตรงข้ามทางการเมือง

จากจำนวนบัญชีไอโอที่ตรวจพบทั้ง 1,594 บัญชีล่าสุด และถูกระงับใช้งานอย่างถาวรแล้ว เป็นบัญชีที่ใช้ปฏิบัติการในไทยมากถึง 926 บัญชี โดยทีมสืบสวนพบเครือข่ายที่มีส่วนร่วมในปฏิบัติการไอโอ สามารถเชื่อมโยงจนเชื่อได้ว่าเกี่ยวข้องกับกองทัพบกไทย บัญชีเหล่านี้มีส่วนร่วมในการกระจายเนื้อหาที่สนับสนุนกองทัพและรัฐบาล และยังมีพฤติกรรมโจมตีฝั่งตรงข้ามทางการเมืองอีกด้วย

ทั้งนี้จากรายงานของทวิตเตอร์ พบว่า ระหว่างปี 57-62 รัฐบาลไทยส่งคำขอข้อมูล 4 ครั้ง และคำขอให้ลบเนื้อหาอีก 6 ครั้ง แต่ทวิตเตอร์ไม่เคยให้ความร่วมมือแม้แต่ครั้งเดียว

ดังนั้น จึงต้องแจ้งไปยัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม กับ พล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผบ.ทบ. เพื่อสั่งการเป็นการภายในให้คนในกองทัพยกเลิกภารกิจ IO และต้องสั่งยกเลิกไม่ให้ทหารเดินสายไปบรรยายตามโรงเรียน เพราะเสียเวลาการเรียนการสอนของครูและนักเรียน ซึ่งไม่ใช่หน้าที่ของคนในกองทัพที่จะออกไปเดินสายล้างสมอง หรือเล่นเกมปลุกปั่นประชาชน

เนื่องจากภารกิจหน้าที่หลักของกองทัพมี 2 ประการ คือ 1. ป้องกันประเทศจากภัยในรูปแบบต่างๆ จากต่างประเทศ 2. จัดเตรียมกำลังรบในพร้อมในยามที่บ้านเมืองสงบ

ภารกิจหน้าที่ของกองทัพมี 2 ประการแค่นี้จริงๆ ส่วนที่เหลือต้องลดบทบาทเป็นแค่ผู้ช่วย หรือผู้สนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นงานด้านสาธารณภัย ฝนตก น้ำท่วม แผ่นดินไหว และเหตุจลาจล ต้องปล่อยให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองและตำรวจทำงานกันอย่างเต็มที่ก่อน ถ้าเขาร้องขอการสนับสนุนทหารจึงออกมา

จึงอยากสะกิดไปยัง พล.อ.ณรงค์พันธ์ ว่าให้ดูบทเรียนอดีต ผบ.ทบ. ที่ทำปฏิวัติ-รัฐประหาร และทำอะไรที่นอกเหนือจากภารกิจรั้วของชาติ แล้วอนาคตจบไม่สวยแม้แต่คนเดียว เมื่อหมดอำนาจบารมี ไม่มีหัวโขนเมื่อไหร่ กล้าที่จะไปท่องเที่ยว ไปเดินตามห้างฯ หรือไปเดินตลาดสด-ตลาดนัด เพียงสองคนกับภรรยาได้ที่ไหนกันเล่า!

บางคนเมื่อหมดอำนาจบารมี ไม่มีหัวโขน ก็ต้องหาทางลงให้กับตัวเอง คือ ลงเล่นการเมืองตามระบอบประชาธิปไตย แต่ไปไม่ได้กี่น้ำหรอก บ้างก็ออกมาในแนวสำนึกผิด สำนึกบาป ว่าเคยทำอะไรไว้ทำให้ประชาชนและประเทศเสียเวลา เสียโอกาส

ไม่ต้องดูอื่นไกล จงคอยดูคนที่ทำรัฐประหารเมื่อปี 57 จะปีนบันไดลงจากอำนาจบารมีอย่างไร ถ้าไม่มีหัวโขนแล้ว คงไม่กล้าไปเที่ยว ไปเดินห้างฯ หรือไปเดินตลาดตามลำพังหรอก! เผลอๆ อาจจะต้องบวชเพื่อหนีประชาราษฎร์ภัย!

โดยเนตรทิพย์กระพริบข่าวร้อน

ที่มา: //www.natethip.com/news.php?id=3141

www.mitihoon.com