ระยะกลางสินทรัพย์เสี่ยงเดินหน้าบวกสลับพักฐาน

74

สัปดาห์ทำการแรกของเดือน ธ.ค. 2563 ปัจจัยหลักเศรษฐกิจและการลงทุนในเดือนนี้ ยังเป็นเรื่องความคืบหน้าการพัฒนาวัคซีนของบริษัทต่างๆ ทั้ง Pfizer, Moderna, AstraZeneca ที่เริ่มมีแนวโน้มในเชิงบวกต่อเศรษฐกิจและความเป็นไปได้ในการเดินทางระหว่างประเทศในช่วงกลางปีหน้า ซึ่งจะเป็นผลบวกต่อหุ้นในกลุ่มท่องเที่ยวและสายการบิน ขณะเดียวกันในสัปดาห์นี้จะมีการรายงานตัวเลขดัชนีภาคการผลิตของสหรัฐฯ ที่คาดว่าจะเริ่มส่งสัญญาณหดตัวลงในระยะสั้น และรายงานตัวเลขดัชนีภาคการบริการ หากรายงานออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาด จะเป็นสัญญาณว่าเศรษฐกิจของสหรัฐฯ จะเริ่มเติบโตได้ช้าลงอีกครั้ง ผลมาจากจำนวนผู้ติดเชื้อต่อวันที่เพิ่มขึ้นในระดับสูง
ทั้งนี้ช่วงต้นเดือน ธ.ค. จะเป็นช่วงที่มีการลดราคาสินค้าในกลุ่มไอที หรือ ที่เรียกว่า Cyber Monday ในสหรัฐฯ และเป็นช่วงเทศกาลขอบคุณพระเจ้าในสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่มียอดใช้จ่ายสูงกว่าปีที่ผ่านมาราว 21% โดยเฉพาะการทำธุรกรรมผ่านช่องทางออนไลน์ที่เติบโตถึง 42% ทำให้หุ้นในกลุ่ม E-commerce ยังมีแนวโน้มการเติบโตที่ดี
ดังนั้นโดยภาพรวมในเดือน ธ.ค. แนวโน้มตลาดจะให้น้ำหนักในเชิงบวกกับกับเรื่องความสำเร็จของการพัฒนาวัคซีน Covid-19 แม้ในสหรัฐฯและยุโรปจะยังมีการติดเชื้อเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ราคาสินทรัพย์เสี่ยง (Risky Assets) รวมถึงสินค้าโภคภัณฑ์ และหุ้นที่อิงกับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจมีแนวโน้มดีขึ้น อย่างไรก็ตามตลาดอาจมีความผันผวนบ้าง จากแรงขายทำกำไรหลังจากดัชนีปรับตัวขึ้นไปสูงจากกระแสเงินทุนไหลเข้าตลาดเกิดใหม่รวมทั้งประเทศไทย ซึ่ง SET Index ปิดตลาดในแดนลบในวันจันทร์ที่ผ่านมาแต่ดัชนียังสามารถยืนเหนือระดับ 1,400 จุด ได้
โดยปัจจัยในประเทศนั้น ประเด็นที่ตลาดให้ความสนใจคือการชุมนุมทางการเมืองที่ยังมีต่อเนื่อง และประเด็นใหญ่คือเรื่อง การพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 2 ธ.ค. เรื่องกรณีบ้านพักทหารของนายกรัฐมนตรี หากมีความผิดและตัดสินให้พ้นสภาพ จะทำให้มีการตั้งคณะรัฐมนตรีใหม่ซึ่งจะเป็นผลลบต่อตลาด แต่หากตรงกันข้ามจะยังเป็นผลบวกต่อตลาด
อีกประเด็นสำคัญต้องติดตามคือ มาตรการของธนาคารแห่งประเทศไทยในการชะลอการแข็งค่าของเงินบาท ที่ต้องไปรอดูการแถลงในวันที่ 9 ธ.ค. ว่าจะมีมาตรการหรือไม่ โดยเงินบาทที่แข็งค่าเป็นผลจากดอลล่าร์ที่อ่อนค่าลง เป็นผลลบต่อหุ้นที่มีรายได้จากการส่งออก
ดังนั้นการลงทุนในหุ้นไทยสัปดาห์นี้ ด้วยตลาดหุ้นที่ปรับตัวขึ้นไปมาก ทำให้อาจมีแรงขายทำกำไรออกมา และด้วยปัจจัยลบในประเทศที่ยังมีอยู่ KTBST SEC แนะนำพิจารณาขายทำกำไรบ้าง แต่ประเมินภาพรวมในระยะกลางตลาดหุ้นไทยยังเป็นขาขึ้นแต่ในระหว่างทางอาจมีความผันผวนหรือการพักฐานบ้าง ส่วนการลงทุนต่างประเทศ KTBST SEC ให้น้ำหนักการลงทุนในตลาดสหรัฐฯในกลุ่มพลังงานสะอาด , กลุ่มสุขภาพ และให้น้ำหนักลงทุนระยะ 1-3 เดือน ในตลาดหุ้นจีนที่เน้นการบริโภคในประเทศ โดยเน้นลงทุนในช่วงที่ตลาดมีการพักฐานหรือมีแนวโน้มฟื้นตัวชัดเจน

คุณชาตรี โรจนอาภา รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายกลยุทธ์และพัฒนาผลิตภัณฑ์
บล.เคทีบี (ประเทศไทย)(KTBST SEC)